20 ธันวาคม 2563

นักปราชญ์หญิงทั้งสาม?

คริสต์มาสทุกปี คริสตจักรจะไม่พลาดที่จะกล่าวถึงเรื่องราวของ “นักปราชญ์ทั้งสาม” และนักปราชญ์ที่ว่านี้ต่างก็หมายถึงนักปราชญ์ชาย! แต่ในทุกปีเราก็พูดถึง “นักปราชญ์หญิงทั้งสาม” เช่นกัน เพื่อนของผมค้านทันทีว่า “งง...นายเอาพระคัมภีร์เล่มไหนมาพูดกันเนี่ย?” ผมก็ตอบว่า “ก็นักปราชญ์หญิงที่เราพูดถึงทุกปีไง เอลีซาเบธ มารีย์  และ อันนา ไงล่ะ เราพูดถึงทุกปีไม่ใช่หรือ?” เพื่อนย้อนกลับว่า “ใครจะไปคิดว่านายมามุกนี้นี่หว่า?”

นักปราชญ์หญิงทั้งสามมาจากฐานะชีวิตที่แตกต่างกัน คนหนึ่งแต่งงานแล้ว อีกคนหนึ่งยังโสด(หรือกำลังจะแต่งงาน) อีกคนเป็นหญิงหม้าย ปราชญ์แต่ละท่านต่างได้มีการตัดสินใจในชีวิตที่ชาญฉลาด ที่เราในยุคดิจิตัลพึงเรียนรู้จากเธอทั้งสาม

การตัดสินใจที่ชาญฉลาดของทั้งสามที่เราทั้งชายและหญิงปัจจุบันจำเป็นจะต้องมีคือ การที่เราไว้วางใจในแผนการของพระเจ้าแทนที่จะมานั่งรู้สึกขมขื่นในชีวิตเพราะผิดหวัง เธอทั้งสามเชื่อในพระวจนะของพระเจ้าแทนที่จะคลุกอยู่ในความกลัว และมุ่งไปที่การสถิตอยู่ของพระเจ้าแทนความผิดหวัง/สิ้นหวัง

นักปราชญ์หญิงเอลิซาเบธ

ขอกล่าวถึงนักปราชญ์หญิงท่านแรก เอลิซาเบธ เรื่องราวของเธอเผยให้เห็นว่าพระเจ้าทำงานอย่างไรผ่านความผิดหวังและความเสียใจของผู้คน ในเวลาที่เราไม่สามารถเห็นพระเจ้าทรงกระทำอะไรทันทีทันใด ทันใจเราก็ตาม

พระคัมภีร์บอกว่า เอลีซาเบธและสามีของเธอคือเศคาริยาห์ เป็นคนชอบธรรมและดำเนินชีวิตตามบัญญัติของพระเจ้า แต่เขาทั้งสองเสียใจในชีวิตเพราะไม่สามารถมีบุตรตามที่ต้องการ

เอลีซาเบธอธิษฐานทูลขอบุตรต่อพระเจ้ามาเป็นเวลาหลายปี จนกระทั่งแก่เฒ่าเกินวัยที่จะมีบุตร คำอธิษฐานที่ยิ่งใหญ่และการรอคอยที่ยาวนานที่สุดของเธอไม่ได้รับคำตอบ!

เธอมีการดำเนินชีวิตที่ถูกต้อง แต่พระเจ้ายังไม่ประทานสิ่งที่เธอต้องการมากที่สุดในชีวิต เธอต้องถูกทดลองให้เกิดความไม่พอใจต่อพระเจ้า

แต่เพราะเธอเป็น “นักปราชญ์” เป็นคนที่มี “ปัญญา” เอลีซาเบธเลือกที่จะไม่โกรธและ รู้สึกขมขื่นใจต่อพระเจ้า แต่เธอเลือกที่จะไว้วางใจพระเจ้า และมุ่งมั่นในการอธิษฐาน

เมื่อเวลากำหนดของพระเจ้ามาถึง พระองค์ตอบคำอธิษฐานของเธอ พระองค์ ประทานบุตรชายแก่เธอ   ที่เติบโตขึ้นเป็นยอห์นผู้ให้บัพติสมา ผู้ซึ่งเป็นคนเตรียมทางสำหรับพระเมสิยาห์คือพระเยซูคริสต์

ถ้ายอห์นเกิดในเวลาอื่น เขาก็จะไม่ได้มีโอกาสที่จะเป็นผู้เตรียมทางของพระเยซู จำเป็นที่ยอห์นต้องเกิดในช่วงเวลาไล่เลี่ยกันกับเวลาเกิดของพระเยซูคริสต์

ตลอดเวลาที่ผ่านมา เอลีซาเบธได้อธิษฐานและเธอคงประหลาดใจว่า พระเจ้าได้ยินคำอธิษฐานของเธอหรือไม่ แต่เธอเลือกที่จะไว้วางใจในแผนการของพระเจ้า เธอเชื่อว่าเวลาที่พระเจ้ากำหนดเป็นเวลาที่ดีและเหมาะสมกว่าเวลาที่เธอต้องการให้พระเจ้ากระทำตามคำอธิษฐานของเธอ

สำหรับเอลีซาเบธ และ เราแต่ละคน การที่พระเจ้าตอบช้าในความรู้สึกของเราไม่ได้หมายความว่าพระเจ้าปฏิเสธที่จะตอบสนองคำอธิษฐานของเรา คนที่มีปัญญารู้ความแตกต่างระหว่าง “ไม่” กับ “ยังไม่ถึงเวลา”   และเมื่อเกิดความสับสนวุ่นวายใจเพราะสิ่งต่าง ๆ ยังไม่เกิดขึ้น คนที่มีปัญญาจะไว้วางในพระเจ้า แทนที่จะเลือกมีความขมขื่นในชีวิตจิตใจ

ในสถานการณ์ปัจจุบัน ที่มีการผันผวนเปลี่ยนแปลงอย่างมากจนไม่สามารถที่จะมั่นใจได้เลยว่าจะจัดการอย่างไรกับวิกฤติผันผวนทางความปลอดภัยด้านสุขภาพ ด้านเศรษฐกิจ การงาน และรายได้ ด้านความสัมพันธ์ และ ความเครียดในชีวิต เชื่อแน่ว่าเราแต่ละคนได้อธิษฐานในเรื่องที่เกิดขึ้นเหล่านี้ แต่หนึ่งปีผ่านไปแล้วเราก็ยังไม่รู้ว่ามันจะคลี่คลายลงอย่างไร และไม่รู้ว่าจะรับมือจัดการอย่างไรที่จะถูกต้องเหมาะสม แล้วพระเจ้าจะตอบคำอธิษฐานของเราเมื่อไหร่? พระองค์จะตอบเราอย่างไร?

แต่เหมือนกับเอลีซาเบธ และ เศคาริยาห์ ท่านสามารถที่จะเลือกที่จะไว้วางใจในพระเจ้าไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น หรือแม้แต่สถานการณ์จะเลวร้ายท้าทายเรารุนแรงมากกว่านี้

ทูตสวรรค์ได้มาถึงเศคาริยาห์และกล่าวว่า “เศคาริยาห์เอ๋ย อย่ากลัวเลย เพราะพระองค์ทรงฟังคำอธิษฐานของท่านแล้ว นางเอลีซาเบธภรรยาของท่านจะให้กำเนิดบุตรชาย ท่านจงตั้งชื่อบุตรนั้นว่ายอห์น” (ลูกา 1:13 มตฐ.)

ทูตสวรรค์อาจจะไม่ได้มาปรากฏแก่ท่านอย่างเศคาริยาห์ แต่เราสามารถรู้ว่าพระเจ้าฟังคำอธิษฐานของเรา การที่พระเจ้าตอบคำอธิษฐานของเราชักช้าในความรู้สึกต้องการของเราไม่ได้หมายความว่าพระเจ้าปฏิเสธที่จะตอบคำอธิษฐานของเรา พระเจ้าสัญญาว่า พระเจ้าฟังคำอธิษฐานของเรา

นักปราชญ์หญิงท่านแรก เอลิซาเบธ เธอไว้วางใจในแผนงานของพระเจ้า ถึงแม้เธอจะไม่เข้าใจว่าทำไมไม่เป็นไปอย่างที่เธอคาดคิดหรือต้องการก็ตาม

ช่วงเวลาคริสต์มาสในปีนี้ให้เราเลือกที่จะเป็นคนที่มีปัญญาอย่าง นักปราชญ์หญิงเอลีซาเบธ เลือกที่จะเชื่อว่าพระเจ้าฟังคำอธิษฐานของเธอ และพระองค์กำลังกระทำพระราชกิจของพระองค์ในเรื่องที่เราอธิษฐานทูลขอ ถึงแม้เวลานี้เราจะยังไม่เห็นว่าพระเจ้าตอบสนองเราอย่างไรก็ตาม และเชื่อมั่นว่าพระองค์กำลังกระทำงานของพระองค์อยู่

ในวันอังคารที่จะถึงนี้ จะนำเสนอนักปราชญ์หญิงท่านที่สองและสามต่อไป

ประสิทธิ์ แซ่ตั้ง
บ้านแม่แก้ดน้อย  สันทราย  เชียงใหม่
E-mail: prasit.emmaus@gmail.com; 081-2894499




18 ธันวาคม 2563

เปลี่ยนไปตาม...กำหนดเวลาของพระเจ้า

ท่านผู้อ่านครับ ท่านรู้สึกอย่างไรกับเรื่องการรอคอยเวลาตามกำหนดของพระเจ้า กำหนดเวลาของเราในการทำพันธกิจแต่ละอย่างแต่ละครั้งสอดคล้องเหมาะสมกับกำหนดเวลาของพระเจ้าหรือไม่? การที่เราเรียนรู้และเข้าใจถึงกำหนดเวลาของพระเจ้าในพระราชกิจของพระองค์ จะช่วยให้เราสามารถยึดฉวยโอกาสที่พระเจ้าประทานแก่เราและใช้ให้เป็นประโยชน์ในพันธกิจรับใช้ในชีวิตของเรา

[1] พระเจ้ามีกำหนดเวลาสำหรับทุกพระราชกิจที่ทรงกระทำ

พระเจ้าได้บอกถึงการที่จะส่งพระผู้ช่วยให้รอดเมื่อหลายศตวรรษก่อนหน้านี้ แต่พระองค์รอเวลาเป็นพันปี  กว่าที่จะส่งพระบุตรของพระองค์เข้ามาในโลกนี้

ทำไมพระบิดาไม่ส่งพระบุตรมาก่อนหน้านั้น?

พระเจ้ามีกำหนดเวลาของพระองค์เองในการมาบังเกิดของพระคริสต์

พระคัมภีร์บอกไว้ว่า “แต่เมื่อครบกำหนดแล้ว พระเจ้าก็ทรงใช้พระบุตรของพระองค์มา ประสูติจากสตรีเพศและทรงถือกำเนิดใต้ธรรมบัญญัติ เพื่อจะทรงไถ่คนเหล่านั้นที่อยู่ใต้ธรรมบัญญัติ เพื่อให้ได้รับฐานะเป็นบุตรของพระองค์” (กาลาเทีย 4:4-5 สมช.)

เราไม่รู้ว่าทำไมพระเจ้าถึงส่งพระเยซูให้มาเกิดในเวลานั้น แต่เรารู้ว่านั่นเป็นเวลาที่เหมาะสมสำหรับการเกิดขึ้นของเหตุการณ์นี้

นี่ก็เป็นความจริงแท้สำหรับพันธกิจที่เราทำ พระเจ้าทรงมีกำหนดเวลาของพระราชกิจแต่ละอย่าง เราอาจจะไม่รู้ว่าทำไมถึงต้องเป็นเวลานั้น ๆ แต่เราสามารถไว้วางใจได้เลยว่ากำหนดเวลาของพระองค์นั้นถูกต้องสมบูรณ์

[2] พระเจ้ามิได้บอกเราถึงรายละเอียดไว้ล่วงหน้า

ถึงแม้ว่าพระองค์จะมีกำหนดเวลาของพระองค์สำหรับพันธกิจแต่ละอย่างที่มอบให้เราทำ แต่พระองค์มิได้บอกและอธิบายล่วงหน้าแก่เรา

ปัญญาจารย์ 3:11 กล่าวไว้ว่า “พระองค์ทรงทำให้ทุกสิ่งงดงามตามเวลาของมัน ทั้งทรงตั้งนิรันดร์กาลไว้ในจิตใจของมนุษย์ ถึงอย่างนั้นมนุษย์ก็ไม่สามารถหยั่งรู้ถึงสิ่งที่พระเจ้าทรงทำตั้งแต่ต้นจนจบได้” (อมธ.)

พระเจ้ามิได้บอกอิสราเอลถึงเวลาที่แน่นอนว่าพระเมสิยาห์จะมาบังเกิดเมื่อไหร่ เวลาไหน แต่พระคัมภีร์บอกแก่เราว่า พระเยซูคริสต์มาในโลกนี้ในเวลาที่เหมาะสม

เราต่างอยากจะรู้อย่างชัดเจนว่า พันธกิจอะไรที่เราต้องทำต่อจากนี้ แต่นั่นมิใช่วิธีการทำพระราชกิจของพระเจ้า พระเจ้ามิได้แสดงทุกสิ่งทุกอย่างวางต่อหน้าเรา ทำไมหรือ?

ประการแรก ถ้าพระเจ้าบอกทุกสิ่งทุกอย่างที่พระองค์จะทำผ่านพันธกิจรับใช้ของเราแล้วอาจจะทำให้เราตกใจต่องานที่หนักหนาสาหัสนั้น แล้วเราอาจจะหนีจากพันธกิจนั้นก็ได้

ประการที่สอง เราอาจจะลงมือจัดการกำจัดเปลี่ยนแปลงในส่วนที่เราเห็นว่าไม่ดีไม่เหมาะสมในสายตาของเราเอง

แต่เหตุผลที่สำคัญที่สุดคือ ที่พระองค์ไม่บอกล่วงหน้าถึงกำหนดเวลาการงานที่พระองค์จะทำผ่านพันธกิจรับใช้ที่เราจะต้องทำ เพราะพระองค์ประสงค์ให้เราแต่ละคนไว้วางใจพระองค์ ทุก ๆ สิ่ง ทุก ๆ พระราชกิจที่พระองค์กระทำในชีวิตของเราแต่ละคน เพราะพระองค์ทรงรักเรา พระองค์ต้องการให้เราไว้วางใจในพระองค์มากยิ่งขึ้นทุก ๆ วัน

[3] พระเจ้าไม่เคยรีบร้อน แต่พระองค์ก็ไม่เคยสายหรือล่าช้า

พระเจ้าไม่ได้ถูกผูกมัดหรือถูกจำกัดด้วยเงื่อนของเวลา พระองค์สามารถอยู่ในอดีต ในปัจจุบัน และในอนาคตในเวลาเดียวกัน มุมมองเรื่องเวลาของเราถูกผูกมัดและจำกัดโดยการมีชีวิตในโลกนี้ เวลาจะมีการหมุนเวียนเปลี่ยนไปทุก ๆ 24 ชั่วโมงในหนึ่งวัน แล้วหมุนรอบดวงอาทิตย์ 365 วันต่อรอบ พระเจ้ามิได้ถูกจำกัดให้อยู่ใต้กฎเกณฑ์ของจักรวาล ดังนั้น พระองค์เป็นไทหรืออิสระจากกรอบของเวลา พระองค์ไม่จำเป็นต้องรีบร้อนหรือ รีบเร่ง แต่พระองค์ก็ไม่เคยล่าช้าหรือไม่เคยสาย

เมื่อประชากรอิสราเอลรอคอยการมาบังเกิดของพระพระเยซูคริสต์ อาจจะรู้สึกว่าทำไมพระเจ้าไม่จัดการสักที หรือคิดว่าพระองค์ทำพระราชกิจเชื่องช้าเหลือเกิน

การที่เราจะมองดูเรื่องเวลาการทำพระราชกิจของพระเจ้า เราจะต้องมองด้วยมุมมองของพระองค์เอง  จาก 2เปโตร 3:8 เขียนไว้ว่า “แต่ท่านที่รักทั้งหลาย อย่ามองข้ามความจริงข้อนี้เสีย คือวันเดียวของพระเจ้าเป็นเหมือนกับพันปี และพันปีก็เป็นเหมือนกับวันเดียว” (มตฐ.)

ท่านครับนั่นมิใช่มุมมองเรื่องเวลาของเรา เมื่อเรารอคอยพระเจ้าที่จะมาทำพระราชกิจในชีวิตของเรา  เปลี่ยนจิตใจความนึกคิดของเรา ตอบสนองต่อความจำเป็นต้องการของเรา เป็นการรอคอยเหมือนพันปี   เราไม่ต้องการที่จะต้องรอคอย แต่พระเจ้ามิได้อยู่ภายใต้กฎเกณฑ์ข้อกำหนดของเวลา พระเจ้าเป็นไทเหนือเวลาของโลกนี้

นี่จะสร้างผลกระทบใหญ่หลวงต่อการทำพันธกิจของเรา พระเจ้าประทานนิมิตหมาย หรือ วิสัยทัศน์ในพันธกิจที่ให้เราทำ เราพบว่าผู้นำหลายต่อหลายคนที่ยอมแพ้ต่อนิมิตหมายของพระเจ้าเพราะต้องรอและใช้เวลารอที่ยาวนาน

นั่นอาจจะเป็นเราก็ได้ที่ “ยกธงขาว” ความฝันในพันธกิจสำหรับเราต้องเสียหายและแตกสลาย

พระเจ้าไม่ประสงค์ให้เราต้องยอมแพ้ พระองค์ตรัสผ่านผู้เผยพระวจนะฮาบากุก 2:3 ว่า “เพราะว่านิมิตนั้นยังรอเวลาของมันอยู่ มันกำลังรีบไปถึงความสำเร็จ มันจะไม่มุสา ถ้าดูช้าไป ก็จงคอยสักหน่อย มันจะมาถึงแน่นอน คงไม่ล่าช้านัก” (มตฐ.)

ถ้าพระเจ้าให้นิมิตหมายแก่เรา พระองค์จะเป็นผู้กระทำให้นิมิตหมายนั้นสำเร็จเป็นจริง และจะสำเร็จเป็นจริงตามกำหนดเวลาของพระองค์ ไม่ใช่ตามกำหนดเวลาที่เราต้องการ

ดังนั้น จงรอคอย นั่นเป็นการคุ้มค่า เวลาของพระเจ้าแตกต่างจากข้อกำหนดกฎเกณฑ์เวลาของเราในโลกนี้ แตกต่างกันอย่างมาก พระองค์จึงค่อย ๆ ขับเคลื่อนไปแต่ขับเคลื่อนอย่างต่อเนื่องจนนิมิตหมายของพระเจ้าสำเร็จตามเวลาที่กำหนด

ท่านครับ พระเจ้ามิได้รีบเร่งหรือรีบร้อน พระองค์มีกำหนดเวลาของพระองค์ในทุกพระราชกิจ และกำหนดเวลาของพระองค์เหมาะสม ถูกต้อง สมบูรณ์เสมอ และเมื่อพระคริสต์มาบังเกิดในชีวิตของเรา   เราต้องยอมรับการเปลี่ยนแปลงให้ชีวิตของเราขับเคลื่อนไปตามกำหนดเวลาของพระองค์ ถ้าท่านยอมรับการมาบังเกิดของพระคริสต์ในชีวิตของท่าน ท่านต้องพร้อมที่จะรับการเปลี่ยนแปลง และรับกำหนดเวลาของพระเจ้า?

ประสิทธิ์ แซ่ตั้ง
บ้านแม่แก้ดน้อย  สันทราย  เชียงใหม่
E-mail: prasit.emmaus@gmail.com; 081-2894499



16 ธันวาคม 2563

จากรางหญ้าสู่กางเขนไม่มี “ทางเบี่ยง” และ “ทางลัด”

บนเส้นทาง “จากรางหญ้าสู่กางเขน” หรือ “จากเบธเลเฮมสู่กลโกธา” ไม่มีทางลัด หรือ ทางเบี่ยง และเมื่อใครตัดสินใจที่จะเดินบนเส้นทางชีวิตเส้นนี้ เขาต้องเดินให้สุดซอย และเส้นทางชีวิตเส้นนี้เองที่พระคริสต์มาบังเกิดเป็นมนุษย์และดำเนินชีวิตบนเส้นทางนี้จนสุดซอย นี่คือเส้นทางที่องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงเลือกและได้เดินให้เราเห็นเป็นแบบอย่างที่ชัดเจน ถ้าใครก็ตามที่ต้องการให้พระคริสต์บังเกิดในชีวิตของตน คน ๆ นั้นจะต้องยอมดำเนินชีวิตประจำวันบนเส้นทางนี้ โดยไม่เบี่ยง เลี่ยง และลัด และไปจนสุดซอยอย่างพระคริสต์

“ขณะเขาทั้งสองอยู่ที่นั่น ก็ถึงเวลาที่มารีย์จะคลอดบุตร นางจึงคลอดบุตรชายหัวปี เอาผ้าอ้อมพันและวางไว้ในรางหญ้า เพราะว่าไม่มีที่ว่างในโรงแรมสำหรับพวกเขา” (ลูกา 2:6-7 มตฐ.) 

เราอาจจะคิดว่า ถ้าพระเจ้าทรงมีอำนาจปกครองโลกทั้งใบนี้ จนสามารถใช้ให้มีการจดทะเบียนสำมะโนครัวเพื่อนำให้มารีย์และโยเซฟต้องเดินทางมาที่เบธเลเฮม แล้วมาประสูติบุตรชายหัวปีที่นั่นตามคำเผยพระวจนะล่วงหน้า  พระองค์ก็น่าจะมองหาและจัดเตรียมสักห้องในบ้านพักสำหรับมารีย์และโยเซฟได้

ใช่ครับ...แน่ยิ่งกว่าแน่ว่า พระเจ้าจะทำเช่นได้อย่างแน่นอน! มากกว่านั้นอีก พระองค์อาจจะจัดการให้พระเยซูไปเกิดในบ้านของเศรษฐีก็ได้ เพราะพระคัมภีร์บอกว่า พระองค์สามารถเปลี่ยนก้อนหินในทะเลทรายให้เป็นขนมปัง พระองค์สามารถสั่งกองทัพทูตสวรรค์หมื่นคนที่มาช่วยพระเยซูคริสต์ที่เกทเสมนี พระเยซูคริสต์สามารถลงมาจากกางเขนที่ถูกตรึงและช่วยตนเองให้รอดจากการประหารนั้น แต่ทั้งสิ้นทั้งปวงไม่ได้อยู่ที่ประเด็นว่า “พระเจ้าสามารถทำอะไรได้บ้าง”   แต่ประเด็นสำคัญคือ “พระองค์จะทำอะไรและไม่ทำอะไร” ต่างหาก

พระประสงค์ของพระเจ้า ต้องการให้พระเยซูคริสต์ที่มีทั้งฐานะความเป็นพระเจ้า เท่าเทียมกับพระเจ้า พระผู้สร้างและเจ้าของสารพัดสิ่งทั้งโลกและจักรวาลที่พระเจ้าทรงสร้าง แต่ต้องการให้พระเยซูมาเกิดเป็นมนุษย์ปุถุชนคนธรรมดาคนหนึ่ง ยิ่งกว่านั้นเป็นปุถุชนคนชั้นล่างที่ยากไร้และยากจน “เพราะเห็นแก่ท่านทั้งหลาย” (2 โครินธ์ 8:9 มตฐ.)

แม้ว่าพระเจ้าจะมีอำนาจล้นฟ้าท่วมแผ่นดิน แต่เส้นทางไปสู่กางเขนที่ภูเขากะโหลกศีรษะเริ่มต้นที่ “รางหญ้า” พร้อมกับสัญญาณชัดเจนว่า “เส้นทางนี้ไม่มีทางเลี่ยง หรือ ทางเบี่ยง” และจบลงด้วยการถูกถ่มน้ำลายรด และเสียงเย้ยหยัน เป็นเส้นทางที่เริ่มต้นด้วย “ยืมรางหญ้าของสัตว์เลี้ยง” ต่างเปลนอนของทารกน้อย และจบลงด้วย การยืมใช้หลุมฝังศพของคนอื่นในการฝังร่างที่หมดลมหายใจ เริ่มต้นด้วยการถูกห่อด้วยผ้าอ้อมและนอนในรางหญ้า แล้วจบลงด้วยผ้าป่านพันร่างอันเปลือยเปล่าของพระเยซูคริสต์

เราต้องไม่ลืมคำกล่าวของพระเยซูคริสต์ที่ว่า “หากผู้ใดปรารถนาจะตามเรามา เขาต้องปฏิเสธตนเอง รับกางเขนของตนแบกทุกวัน และตามเรามา...” (ลูกา 9:23 อมธ.)

บนเส้นทางจากรางหญ้าสู่กางเขน เสียงยังก้องในโสตประสาทของคนที่ร่วมเดินบนเส้นทางนั้นว่า "จงระลึกถึงคำที่เราได้กล่าวแก่พวกท่านไว้ว่า ‘บ่าวย่อมไม่เหนือกว่านายของตน’ ถ้าเขาข่มเหงเราพวกเขาย่อมจะข่มเหงพวกท่านด้วย...” (ยอห์น 15:20 อมธ.)

ขณะที่เดินไปตามทาง มีชายคนหนึ่งมาทูลพระองค์ด้วยความกระตือรือร้นว่า “ข้าพระองค์จะติดตามพระองค์ไม่ว่าจะทรงไปยังที่ใด” พระเยซูตรัสตอบว่า “สุนัขจิ้งจอกยังมีโพรง นกในอากาศยังมีรัง แต่บุตรมนุษย์ไม่มีที่ที่จะวางศีรษะ” (ลูกา 9:57-58 อมธ.)

ใช่... พระเจ้าสามารถที่จะทำให้พระเยซูมีที่ประสูติที่ดีกว่า เหมาะสมกว่า และสะดวกกว่าที่รางหญ้า แต่นั่นเป็นทางเบี่ยง หรือ ทางเลี่ยง ที่จะเดินไปสู่ “กลโกธา” หรือ ภูเขากะโหลกศีรษะ

แล้ว “ฐานเชื่อกระบวนคิด” แบบพระคริสต์อย่างข้างต้นนี้ เราจะยอมรับให้เป็นฐานเชื่อกระบวนคิดของเรา ในการดำเนินชีวิตประจำวันได้หรือไม่? ถ้าได้ แสดงว่าพระคริสต์ได้เริ่มบังเกิดในชีวิตของเราแล้ว

ถ้าใครก็ตามที่ต้องการให้พระคริสต์บังเกิดในชีวิตของตน คน ๆ นั้นจะต้องยอมดำเนินชีวิตประจำวันบนเส้นทางนี้ โดยไม่เบี่ยง เลี่ยง และลัด และไปจนสุดซอยอย่างพระคริสต์ 

ประสิทธิ์ แซ่ตั้ง
บ้านแม่แก้ดน้อย  สันทราย  เชียงใหม่
E-mail: prasit.emmaus@gmail.com; 081-2894499



14 ธันวาคม 2563

แล้วเราจะติดตามพระเยซูอย่างไรในศตวรรษที่ 21?

เมื่อพระเยซูคริสต์ทรงเรียกสาวก พวกเขาได้ละทิ้งสิ่งต่าง ๆ และตามพระองค์ไปทันที ทำให้เราคิดว่า การติดตามพระเยซูคริสต์เป็นเรื่องง่าย เพราะในช่วงนั้นพวกเขาติดตามด้วยตัวตนและพระคริสต์อยู่กับเขาแบบมีตัวตน คนเหล่านั้นอยู่กับพระองค์ ฟังคำสอนของพระองค์ เห็นถึงปฏิสัมพันธ์ที่พระองค์มีกับประชาชน แต่มาในยุคเรา เราไม่สามารถเห็นพระเยซูคริสต์อย่างที่พวกเขาเห็น เราไม่สามารถจับต้องสัมผัสพระองค์อย่างที่พระองค์อยู่กับสาวกในยุคแรกด้วยร่างกายมนุษย์ แล้วในยุคของเราจะติดตามพระเยซูคริสต์อย่างไรดี?

เมื่อใกล้เวลาที่พระเยซูคริสต์จะไปจากโลกนี้ พระองค์บอกแก่สาวกว่า เพื่อเป็นประโยชน์ของสาวก พระองค์จะต้องจากพวกเขาไป ทั้งนี้เพื่อว่าผู้ช่วยพวกเขาจะสามารถมาอยู่กับพวกเขา (ยอห์น 16:7) ที่กล่าวนี้พระองค์หมายถึงองค์พระวิญญาณบริสุทธิ์ ที่จะมาสถิตอยู่ในชีวิตของผู้เชื่อในไม่ช้านี้ (ยอห์น 14:16-17) การที่บุคคลที่สามในตรีเอกานุภาพจะอยู่ในชีวิตของผู้เชื่อเป็นพระผู้ทรงนำที่อยู่ใกล้ชิดชีวิตมนุษย์ที่สุด และนี่คือของประทานที่ล้ำค่าและน่าอัศจรรย์สำหรับสาวกในยุคแรก และสำหรับพวกเราในปัจจุบันด้วย

ทุกวันนี้เราติดตามพระเยซูคริสต์ด้วยการใส่ใจในการทรงนำขององค์พระวิญญาณบริสุทธิ์   พระองค์ตรัสผ่านพระวจนะของพระองค์ และนำหลักการจากพระวจนะมาเป็นรากฐานความเชื่อและกระบวนคิดของเรา องค์พระวิญญาณจะทรงนำเราแต่ละย่างก้าว และจะสอนเราถึงสัจจะความจริงของพระเจ้า  

แต่พระราชกิจขององค์พระวิญญาณมากกว่านั้น องค์พระวิญญาณจะทรงเปลี่ยนแปลงชีวิตของเราจากข้างในชีวิตที่สร้างผลกระทบต่อชีวิตที่สำแดงออกภายนอก และช่วยให้เราสามารถที่จะดำเนินชีวิตด้วยความชอบธรรม องค์พระวิญญาณได้ช่วยเปิดเผยสำแดงให้เราเห็นถึงพระประสงค์ของพระเจ้า แล้วให้เกิดจิตใจที่ปรารถนาที่จะกระทำตามพระประสงค์ และประทานกำลังแก่เราที่จะรับใช้อย่างเชื่อฟังตามพระประสงค์ของพระองค์

พระคริสต์ส่งองค์พระวิญญาณบริสุทธิ์ พระผู้ช่วยที่ยิ่งใหญ่เข้ามาในชีวิตของเราทุกวันนี้ และนี่คือการบังเกิดของพระคริสต์ในชีวิตของเรา เพื่อให้ชีวิตของเราดำเนินไปตามแผนการของพระองค์ด้วยความสัตย์ซื่อ เชื่อฟัง และพลังชีวิตจากพระเจ้า ด้วยพลังแห่งพระวิญญาณบริสุทธิ์

และนี่คือการติดตามองค์พระเยซูคริสต์ในยุคคริสต์ศตวรรษที่ 21 

ประสิทธิ์ แซ่ตั้ง
บ้านแม่แก้ดน้อย  สันทราย  เชียงใหม่

E-mail: prasit.emmaus@gmail.com; 081-2894499



11 ธันวาคม 2563

จำเป็นด้วยหรือที่พระคริสต์ต้องมาเกิดเป็นมนุษย์?

ครั้งเมื่อผมเป็นนักศึกษาพระคริสต์ธรรม และร่วมในทีมฟื้นฟูของพระคริสต์ธรรม ที่โรงเรียนดาราวิทยาลัย และจะมีช่วงหนึ่งที่อาจารย์และนักศึกษาจะแยกย้ายไปเข้าชั้นเรียนต่าง ๆ เพื่อสนทนาและตอบคำถามของนักเรียนเกี่ยวกับชีวิตและคริสต์ศาสนา ในชั้นเรียนหนึ่ง มีนักเรียนคนหนึ่งลุกขึ้นถามผมตรง ๆ ว่า ถ้าพระเยซูคริสต์เป็นพระเจ้าทำไมต้องมาเกิดเป็นมนุษย์? (ปัจจุบัน นักเรียนท่านนี้ได้สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาเอก)

ใช่ถ้าพระเยซูคริสต์เป็นพระเจ้าก็มีอำนาจล้นฟ้าจะทำจะเสกอะไรก็ได้ แล้วทำไมต้องมาเกิดเป็นมนุษย์? พระเจ้าได้ประทานสติปัญญาแก่ผมในตอนนั้น ผมตอบไปว่า วันหนึ่งผมเห็นกองทัพมดเดินตัดถนนแล้วก็ถูกคนถูกรถเหยียบ และ ทับตายจำนวนมาก แล้วถ้าผมต้องการบอกบรรดามด ๆ ทั้งหลายว่าอย่าเดินตัดผ่านกลางถนน ผมควรทำอย่างไรดี? 

การสนทนาออกรสชาติอย่างมาก และมีข้อเสนอหนึ่งว่า พี่ก็ต้องไปเกิดเป็นมดซิ จะได้พูดภาษามดได้ แล้วบอกบรรดามด ๆ ทั้งหลายว่าควรเลี่ยงทางที่กำลังเดินไปใช้ทางอื่นอย่างไร

โอ้...คำตอบนี้คมชัดมากครับ แม้ดูเหมือนจะตอบแบบประชดติดตลกเรียกเสียงฮาจากชั้นเรียนได้ดังมิใช่น้อย แต่ผมก็ต้องขอบคุณนักเรียนคนนั้น ผมก็สวมรอยต่อไปว่า ก็เพราะพระเจ้าต้องการสื่อสารกับมนุษย์อย่างรู้เรื่องเข้าใจนั่นซิ พระเจ้าจึงต้องมาเกิดเป็นมนุษย์เพื่อสื่อสารกับมนุษย์ได้รู้เรื่อง ชัดเจน ลึกซึ้ง

“พระวาทะทรงบังเกิดเป็นมนุษย์และประทับอยู่ท่ามกลางเรา พระองค์ทรงเปี่ยมด้วยพระคุณและความจริง เราได้เห็นพระเกียรติสิริของพระองค์ คือพระเกียรติสิริของพระบุตรองค์เดียวผู้ทรงมาจากพระบิดา” (ยอห์น 1:14 อมธ.)

ท่านเคยมีคำถามในใจเช่นนี้ไหม...  จำเป็นด้วยหรือที่พระเยซูคริสต์ผู้เป็นพระเจ้าต้องมาเกิดเป็นมนุษย์? ทำไมผู้ที่สร้างทั้งฟ้าสวรรค์และแผ่นดินโลกต้องมาเกิดเป็นปุถุชนคนธรรมดา? แต่ด้วยความเชื่อศรัทธาผมขอประมวลจุดยืนทางความเชื่อตอบในเรื่องนี้เป็น 7 ประการด้วยกัน

1. เพื่อสำแดงพระเจ้าพระบิดาให้ประจักษ์

“ข้าแต่พระบิดาผู้ชอบธรรม แม้โลกไม่รู้จักพระองค์แต่ข้าพระองค์รู้จักพระองค์ และพวกเขาก็รู้ว่าพระองค์ทรงส่งข้าพระองค์มา  ข้าพระองค์ได้ทำให้พวกเขารู้จักพระองค์และจะทำให้พระองค์ทรงเป็นที่รู้จักต่อไปอีก เพื่อความรักซึ่งพระองค์ทรงมีต่อข้าพระองค์จะอยู่ในพวกเขาและเพื่อข้าพระองค์เองจะอยู่ในพวกเขา”  (ยอห์น 17:25-26 อมธ.)

สิ่งสำคัญมากประการหนึ่งของการที่พระเยซูคริสต์มาบังเกิดเป็นมนุษย์ก็เพื่อที่จะสำแดง หรือ เปิดเผยให้มนุษย์ได้เห็นและเข้าใจอย่างถูกต้องลึกซึ้งถึงพระลักษณะที่สำคัญของพระบิดา พระลักษณะที่ว่านี้คือ ความรักเมตตาอันยิ่งใหญ่ของพระองค์ จากภาพลักษณ์และความเชื่อเกี่ยวกับพระเจ้าของอิสราเอลก่อนพระเยซูคริสต์นั้น เป็นพระเจ้าที่เต็มไปด้วยฤทธิ์เดช ทรงไว้ซึ่งอำนาจ และ เป็นพระเจ้าที่บริสุทธิ์สุด ซึ่งมนุษย์ปุถุชนคนเชื่อทั่วไปยากที่จะเข้าถึงพระองค์   ความสัมพันธ์ระหว่างพระเจ้ากับมนุษย์จึงถูกเข้าใจและเชื่อว่าพระเจ้ากับมนุษย์อยู่ห่างไกลกัน   แต่เมื่อพระเยซูคริสต์มาบังเกิดเป็นมนุษย์ พระองค์ได้สำแดง หรือ เปิดเผยให้ผู้คนมีฐานเชื่อกระบวนคิดใหม่เกี่ยวกับพระเจ้าผู้ทรงอิทธิฤทธิ์ว่าเป็น “พระบิดา” และสอนให้สาวกอธิษฐานต่อ “พระบิดา” ซึ่งพระลักษณะเช่นนี้ทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างพระเจ้ากับมนุษย์ได้ใกล้ชิดสนิทแบบ “พ่อกับลูก” นี่ต้องบอกว่า การมาเกิดเป็นมนุษย์ของพระเยซูคริสต์ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงกระบวนทัศน์ (paradigm shift) ในความเชื่อของอิสราเอลใหม่ พระเจ้าจะเป็นพ่อของเรา และ เราเป็นลูกของพระองค์

2. เพื่อเป็นแบบอย่างชีวิต

“เราได้วางแบบอย่างไว้เพื่อพวกท่านจะทำเหมือนที่เราได้ทำเพื่อพวกท่าน” (ยอห์น 13:15 อมธ.)

พระเยซูคริสต์ใช้ชีวิตในโลกนี้ประมาณ 33 ปี พระองค์มาเกิดเป็นมนุษย์อย่างเราท่าน โดยเข้ามาในโลกด้วยการเกิดเป็นทารก เติบโตเป็นเด็กน้อย พัฒนาไปสู่วัยรุ่น และเจริญวัยเป็นผู้ใหญ่เหมือนมนุษย์ปุถุชนคนทั่วไป พระองค์ใช้เวลาประมาณ 3 ปีในการทำงานรับใช้ ถูกประหารให้สิ้นชีวิต แต่พระองค์เป็นขึ้นจากความตาย

ในช่วงเวลาของการทำงานพันธกิจบนโลกนี้ พระองค์วางแบบอย่างการดำเนินชีวิตสำหรับคนที่ติดตามพระองค์และสำหรับเราด้วย พระองค์วางแบบอย่างว่าจะอธิษฐานอย่างไร ดำเนินชีวิตอย่างไร จะมีปฏิกิริยาตอบโต้อย่างไรกับคนที่ต่อต้านเรา สอนอย่างไร รักเมตตาคนอื่นอย่างไร   จะสำแดงความเมตตากรุณาอย่างไร ยกโทษคนอื่นและศัตรูอย่างไร กล่าวคือ พระองค์ได้แสดงแบบอย่างทุกสิ่งที่เราจำเป็นจะต้องรู้ว่าจะดำเนินในชีวิตนี้อย่างไร พระองค์ได้เป็นแบบอย่างการดำเนินชีวิตที่สำคัญและยิ่งใหญ่สำหรับเราทุกคน และถ้าพระเยซูคริสต์ไม่บังเกิดเป็นมนุษย์ก็ยากที่จะทำสิ่งนี้ได้

3. ไถ่เราพ้นจากอำนาจของคำสาปแช่ง

“พระคริสต์ได้ทรงไถ่เราพ้นจากคำสาปแช่งของบทบัญญัติ โดยทรงรับคำสาปแช่งแทนเรา เนื่องจากมีเขียนไว้ว่า “ผู้ใดถูกแขวนบนต้นไม้ (บนไม้กางเขน) ก็ถูกแช่งสาปแล้ว” (กาลาเทีย 3:13 อมธ.)

การที่พระเจ้าจะกอบกู้ไถ่ถอนให้มนุษย์เราหลุดรอดออกจากการตกอยู่ภายใต้คำสาปแช่งจำเป็นที่พระองค์ต้องมาเกิดเป็นมนุษย์ พระคริสต์ได้มาเป็นมนุษย์เพื่อรับเอาคำสาปแช่งเหล่านั้นที่มนุษย์ต้องรับไปถึงจะไถ่ถอนกอบกู้มนุษย์เราออกจากใต้อำนาจแห่งคำสาปแช่ง และการกอบกู้นี้เป็นงานที่จะต้องกระทำการเปลี่ยนแปลงภายในชีวิตของมนุษย์แต่ละคน ดังนั้น พระองค์ต้องมาบังเกิดเป็นมนุษย์คนหนึ่ง อยู่ท่ามกลางมนุษย์ทั้งหลาย เพื่อที่จะสื่อสาร เป็นแบบอย่าง และยอมรับความเจ็บปวดและความตายเพราะคำสาปแช่งของมนุษย์ทั้งหลาย เพื่อจะสามารถปลดปล่อยให้มนุษย์ทั้งหลายรอดออกจากอำนาจแห่งการสาปแช่งนั้น

4. เพื่อให้เป็นไปตามข้อกำหนดของบทบัญญัติ

“อย่าคิดว่าเรามาล้มเลิกธรรมบัญญัติและคำของบรรดาผู้เผยพระวจนะ เราไม่ได้มาล้มเลิก แต่มาทำให้สมบูรณ์ทุกประการ”  (มัทธิว 5:17 มตฐ.)

จำเป็นต้องมีใครสักคนที่จะปฏิบัติตามข้อกำหนดทุกประการ เพื่อให้เป็นไปตามข้อกำหนดอย่างสมบูรณ์ของกฎหมาย จึงจำต้องมีคนเข้ารับผลของการกระทำผิดตามข้อกำหนดของกฎหมาย  มิฉะนั้นบทลงโทษของกฎหมายจะยังคงมีผลบังคับใช้ ทุก ๆ ความบาปผิดที่มีการกระทำลงไปจำเป็นจะต้องมีการชดใช้ผลของการกระทำบาปผิดเหล่านั้น

การที่จะต้องกระทำตามข้อกำหนดของบทบัญญัติอย่างครบถ้วน มิเพียงแต่ที่พระเยซูคริสต์จะดำเนินชีวิตตามข้อกำหนดของบทบัญญัติเหล่านั้นอย่างสมบูรณ์เท่านั้น แต่ในที่สุดพระองค์ต้องสละชีวิตของพระองค์เองเพื่อไถ่ถอนมนุษย์ทั้งหลายให้หลุดรอดออกจากผลของการกระทำผิดต่อพระบัญญัติ ด้วยการยอมรับเอาผลของการกระทำผิดทั้งมวลของมนุษย์ทั้งหลายตามข้อกำหนดของพระบัญญัติมาเป็นความบาปผิดของตนเอง และการที่พระคริสต์จะกระทำเช่นนี้ได้ก็ต่อเมื่อพระองค์มาบังเกิดเป็นมนุษย์คนหนึ่งเท่านั้น แต่ในที่นี้มีเงื่อนไขว่า ใครก็ตามที่ต้องการให้พระคริสต์แบกรับเอาผลของการกระทำผิดข้อกำหนดของพระบัญญัติ คน ๆ นั้นจะต้องยอม “ไว้วางใจในพระเยซูคริสต์” และ “วางผลของการกระผิดทั้งมวลตามข้อกำหนดของบทบัญญัติ” ลงบนชีวิตของพระเยซูคริสต์ ที่พระคริสต์จะเป็นคนที่รับผลของการกระผิด ยอมรับเอาคำสาปแช่งที่ตกแก่เราแทนเรา

5. ด้วยพระโลหิตของพระเยซูคริสต์

เมื่อพระคริสต์ทรงมาในฐานะมหาปุโรหิตแห่งสิ่งประเสริฐต่าง ๆ ซึ่งได้มาถึงแล้ว พระองค์ทรงผ่านเข้าสู่พลับพลาที่ยิ่งใหญ่กว่าและสมบูรณ์กว่า ซึ่งไม่ได้สร้างขึ้นด้วยมือมนุษย์ กล่าวคือไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของสิ่งที่ทรงสร้างนี้ พระองค์ไม่ได้ทรงเข้าไปด้วยเลือดแพะหรือเลือดวัว แต่พระองค์ทรงเข้าไปสู่อภิสุทธิสถานด้วยพระโลหิตของพระองค์เอง พระองค์ทรงกระทำเช่นนี้เพียงครั้งเดียวเป็นพอและได้การไถ่บาปชั่วนิรันดร์มา เลือดแพะเลือดวัวหรือเถ้าถ่านจากวัวตัวเมียที่ประพรมลงบนผู้มีมลทินตามระเบียบพิธีได้ชำระเขาให้บริสุทธิ์ เพื่อเขาจะสะอาดภายนอก  แล้วยิ่งกว่านั้นสักเพียงใดพระโลหิตของพระคริสต์ผู้ถวายพระองค์เองอย่างปราศจากตำหนิแด่พระเจ้าโดยทางพระวิญญาณนิรันดร์ ย่อมชำระจิตสำนึกของเราจากการกระทำอันนำไปสู่ความตาย เพื่อเราจะได้รับใช้พระเจ้าผู้ทรงพระชนม์อยู่! (ฮีบรู 9:11-14 อมธ.)

อันที่จริงบทบัญญัติระบุให้ชำระแทบทุกสิ่งด้วยเลือด และถ้าไม่มีการหลั่งเลือดก็ไม่มีการอภัยบาป (ฮีบรู 9:22 อมธ.)

เหตุผลที่ยิ่งใหญ่ที่สุดประการหนึ่งที่พระองค์ต้องมาบังเกิดเป็นมนุษย์ก็เพื่อที่จะหลั่งโลหิตของพระองค์ ตามพระบัญญัติกำหนดไว้ว่า การชำระจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อมีการหลั่งเลือดเท่านั้น   พระคริสต์ไม่มีทางอื่นที่จะหลั่งเลือดตามพระบัญญัตินอกจากที่พระองค์จะต้องมาเกิดเป็นมนุษย์เท่านั้น และข่าวดีสำหรับการหลั่งเลือดของพระองค์คือ การหลั่งเลือดของพระคริสต์ครั้งเดียวก็เพียงพอสำหรับผลของความบาปผิดทั้งสิ้นของมวลมนุษย์ทั้งหลาย และไม่จำเป็นที่จะต้องมีการนำเลือดมาเพื่อใช้การชำระผลของการกระทำผิดตามพระบัญญัติต่อไป แต่พระโลหิตของพระคริสต์ที่หลั่งออกเพียงครั้งเดียวได้ชดใช้ผลของความบาปผิดทั้งมวลของมนุษย์ และที่สำคัญคือพระโลหิตของพระองค์จะชำระ “จิตสำนึกของเรา” จากอำนาจแห่งความบาปชั่วทั้งสิ้น

6. เพื่อแบกรับความบาปชั่วช้าของเรา

“พระองค์เองทรงรับแบกบาปของเราทั้งหลายไว้ที่พระกายบนไม้กางเขน (หรือต้นไม้นั้น) เพื่อเราจะได้ตายต่อบาปและมีชีวิตอยู่เพื่อความชอบธรรม และด้วยบาดแผลของพระองค์พวกท่านได้รับการรักษาให้หาย”  (1เปโตร 2:24 อมธ.)

ตามบทบัญญัติของพระเจ้า ความบาปจะต้องได้รับการไถ่ หรือ การทดแทน ในพระคัมภีร์ภาคพันธสัญญาเดิม จะใช้เลือดจากสัตว์ที่ใช้ในการถวายบูชาที่บนแท่นเครื่องบูชาเพื่อเป็นการไถ่บาป ซึ่งเป็นการไถ่ความบาปผิดสำหรับช่วงเวลาหนึ่ง แล้วต้องกลับมากระทำใหม่อีก แต่มิใช่การไถ่เราให้รอดจากอำนาจความบาปผิดตลอดไป หรือ เป็นนิรันดร์ แต่สำหรับพระโลหิตของพระคริสต์จะเป็นเครื่องบูชาไถ่เราให้หลุดรอดออกจากอำนาจแห่งความบาปผิดไปชั่วนิรันดร์ และสิ่งนี้จะเกิดขึ้นได้เป็นจริงก็ต่อเมื่อพระคริสต์มาบังเกิดเป็นมนุษย์เท่านั้น

7. เพื่อพระคริสต์จะเป็นปุโรหิตของเราและหนุนเสริมเราอย่างแท้จริง

“เพราะฉะนั้น เมื่อเรามีมหาปุโรหิตยิ่งใหญ่ผู้เสด็จผ่านฟ้าสวรรค์แล้ว คือพระเยซูพระบุตรของพระเจ้า ขอให้เรายึดมั่นในหลักความเชื่อที่ประกาศรับไว้ เพราะว่าเราไม่ได้มีมหาปุโรหิตที่ไม่สามารถจะเห็นใจในความอ่อนแอของเรา แต่ทรงเคยถูกทดลองใจเหมือนเราทุกอย่าง ถึงกระนั้นพระองค์ก็ยังปราศจากบาป ฉะนั้นขอให้เราเข้ามาถึงพระที่นั่งแห่งพระคุณด้วยความกล้า เพื่อเราจะได้รับพระเมตตา และจะพบพระคุณที่ช่วยเราในยามต้องการ”  (ฮีบรู 4:14-16 มตฐ.)

สิ่งสุดท้ายที่เราพึงพิจารณาคือ พระคริสต์ทรงยืนหยัด และ เปิดให้เราเข้าถึงพระองค์ได้ง่าย   พระคริสต์เข้าใจถึงชีวิตของเราที่ต้องเผชิญในสถานการณ์ต่าง ๆ การที่พระคริสต์มาบังเกิดเป็นมนุษย์เป็นภาพที่งดงามมากยิ่งคือการที่พระคริสต์เห็นอกเห็นใจ และ เข้าอกเข้าใจถึงความรู้สึกในชีวิตของมนุษย์แต่ละคน พระองค์รู้ซึ้งอย่างดีถึงการที่ใครคนหนึ่งที่ได้รับความรัก หรือ คนที่ถูกกีดกัน ขับไสไล่ส่ง หรือ ถูกปฏิเสธ เข้าใจถึงความรู้สึกที่ได้รับการยกย่องกับการถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างเสียหาย พระองค์ได้รับประสบการณ์ของการที่คนจงรักภักดีจริงใจต่อพระองค์ กับ ความรู้สึกที่ได้รับการทรยศหักหลังจากผู้คน พระองค์รู้ซึ้งถึงความรู้สึกที่ต้องอยู่โดดเดี่ยวคนเดียว ความรู้สึกที่มีความสนิทใกล้กับพระบิดา และ รู้สึกในเวลาที่ถูกทอดทิ้ง

กล่าวโดยรวมแล้ว พระคริสต์รู้ซึ้งถึงใจของการเป็นมนุษย์เพราะพระองค์มาเกิดเป็นมนุษย์คนหนึ่ง เพราะการที่พระคริสต์เคยเป็นและมีประสบการณ์ตรงกับการเป็นมนุษย์คนหนึ่ง เมื่อเราเข้าใกล้พระองค์เราจึงรู้สึกสบายใจไม่ว่าเรากำลังเผชิญกับสถานการณ์ชีวิตแบบไหน และนี่เองที่ทำให้เราต้องการเข้าหาพระองค์ในทุกเวลาไม่ว่าชีวิตของเรากำลังเผชิญกับสถานการณ์ใดก็ตาม  เราจะพบว่า สำหรับพระคริสต์แล้วพระองค์รอคอยที่เราจะเข้าไปหาพระองค์ พระองค์พร้อมที่จะยอมรับเราไม่ว่าเราจะมีสภาพชีวิตเช่นไร และทรงพร้อมที่จะหนุนเสริมเราแต่ละคนที่จะสามารถก้าวเดินต่อไปบนเส้นทางที่เราจะต้องเดินไป

เป็นการน่าอัศจรรย์และชื่นอกชื่นใจสักแค่ไหน ที่เรารู้ว่าเรากำลังอธิษฐานต่อพระเจ้าที่รู้และเข้าใจถึงความรู้สึกของเราในขณะนั้น เราจะรู้สึกสบายใจแค่ไหนที่รู้ว่า พระเยซูคริสต์เข้าใจว่าเราเป็นใคร และ มีชีวิตที่มุ่งไปทิศทางใด การที่พระคริสต์มาบังเกิดเป็นมนุษย์จึงเป็นทางที่ช่วยให้พระองค์ที่จะหนุนเสริมเพิ่มพลังใจ และความมั่นใจแก่เราได้เป็นอย่างดี และนี่คือความยิ่งใหญ่ของพระเจ้าที่เรายกย่องสรรเสริญ

แล้วเวลานี้ท่านพร้อมจะเปิดใจเปิดชีวิตให้พระคริสต์มาบังเกิดในชีวิตของท่านหรือยัง?

ประสิทธิ์ แซ่ตั้ง
บ้านแม่แก้ดน้อย  สันทราย  เชียงใหม่
E-mail: prasit.emmaus@gmail.com; 081-2894499



09 ธันวาคม 2563

เมื่อ “พระวาทะมาบังเกิดเป็นมนุษย์” เปลี่ยนทุกสิ่งทุกอย่าง

ส่วนมากในช่วงเวลาของการเตรียมรับเสด็จ และเทศกาลคริสต์มาส เรามักคิดถึงเรื่องที่พระเยซูคริสต์เสด็จเข้ามาในโลกนี้เพื่อที่จะกอบกู้ไถ่ถอนประชากรของพระเจ้าออกจากอำนาจแห่งความบาปชั่วและความตาย แต่สิ่งหนึ่งที่คริสตชนมักมองข้ามคือ เมื่อพระคริสต์เสด็จเข้ามาในโลกนี้พระองค์ได้นำการเปลี่ยนแปลงอย่างมากมายสำหรับประชากรของพระเจ้า

ในช่วงเวลาคริสต์มาสปีนี้ขอเชิญชวนคริสตชนร่วมกันไตร่ตรองสะท้อนคิดว่า เมื่อพระคริสต์มาบังเกิดในสังคมโลกนี้ได้ทำให้การนมัสการ และ ความสัมพันธ์ของเรากับพระเจ้าเกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างไรบ้าง?

ในพระกิตติคุณยอห์นบทแรกยอห์นได้เขียนเป็นภาษาสัญลักษณ์ว่า “พระวาทะทรงบังเกิดเป็นมนุษย์และประทับอยู่ท่ามกลางเรา พระองค์ทรงเปี่ยมด้วยพระคุณและความจริง เราได้เห็นพระเกียรติสิริของพระองค์ คือพระเกียรติสิริของพระบุตรองค์เดียวผู้ทรงมาจากพระบิดา” (ยอห์น 1:14 อมธ.)

คริสตจักรกล่าวถึงเรื่อง “พระวาทะมาบังเกิดเป็นมนุษย์ (เป็นเนื้อหนัง เป็นเลือดเนื้อ)” กันบ่อยครั้งทั้งในการศึกษาพระคัมภีร์ด้วย แต่น้อยครั้งนักที่จะมีการวิเคราะห์เจาะลึกลงไปว่า การที่พระคริสต์มาเกิดเป็นมนุษย์ได้ก่อเกิดการเปลี่ยนแปลงสิ่งต่าง ๆ อะไรและอย่างไรบ้าง ข้อเขียนนี้ใคร่ค้นหาศึกษาลงลึกว่า “เมื่อพระวาทะมาบังเกิดเป็นมนุษย์” ได้สร้างผลกระทบต่อการนมัสการพระเจ้า และ ความสัมพันธ์ของเรากับพระเจ้าเกิดการเปลี่ยนแปลงอะไรและอย่างไรบ้าง

ถ้าจะเข้าใจได้อย่างดีว่า การนมัสการพระเจ้าเปลี่ยนแปลงเมื่อพระเยซูคริสต์มาบังเกิดในโลกนี้ เราก็ควรจะต้องเข้าใจชัดเจนว่า ก่อนสมัยพระเยซูพวกยิวเขานมัสการพระเจ้ากันอย่างไรแบบไหนก่อน

ก่อนที่ “พระวาทะจะมาบังเกิดเป็นมนุษย์” ในโลกใบนี้ การนมัสการพระยาเวห์มีศูนย์กลางอยู่ที่ธรรมบัญญัติ เป็นพระบัญญัติที่พระเจ้าประทานให้ผ่านมาทางโมเสส มีแนวทางที่เคร่งครัดและเฉพาะเจาะจงว่าประชากรอิสราเอลจะต้องดำเนินชีวิตและมีชีวิตอยู่อย่างไร

พระบัญญัติมากมายที่เกี่ยวข้องกับการถวายบูชาและพิธีกรรมต่าง ๆ ทางศาสนา การนมัสการพระยาเวห์ในสมัยพระคัมภีร์ภาคพันธสัญญาเดิมประชาชนอิสราเอลจะต้องเดินทางไปยังที่ที่พระเจ้าประทับอยู่ ไม่ว่าที่พลับพลา หรือ ที่พระวิหาร การนมัสการพระยาเวห์เป็นแบบแผนตายตัวมาก การเชื่อและกระทำตามพระบัญญัติเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งและเป็นสิ่งที่ชอบธรรมด้วย เหมือนกับการที่มีจิตใจที่รักพระเจ้าที่มิใช่การที่มีเพียงรูปลักษณ์ของความบริสุทธิ์เท่านั้น

การนมัสการพระเจ้าจะกระทำเช่นนี้มาเป็นเวลาหลายพันปี จนกระทั่งเมื่อพระวาทะมาบังเกิดเป็นมนุษย์ที่ทำให้สิ่งเหล่านี้เกิดการเปลี่ยนแปลงไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป

เมื่อ “พระวาทะมาบังเกิดเป็นมนุษย์” ก่อเกิดการเปลี่ยนแปลง 4 ทางด้วยกัน ผู้เชื่อในพระองค์เกิดการเปลี่ยนแปลงในการนมัสการพระเจ้า และ ความสัมพันธ์ที่ประชากรของพระเจ้ามีต่อพระองค์ และสร้างผลกระทบให้เกิดการเปลี่ยนแปลงต่อการคลี่คลายของกระบวนเหตุการณ์ในประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติตลอดไป

1. พันธสัญญาใหม่

พระคัมภีร์ในภาคพันธสัญญาเดิม พระธรรมเยเรมีย์ พระเจ้าทรงสัญญาว่า พระองค์จะทำพันธสัญญาใหม่กับประชากรของพระองค์ เมื่อพระเยซูคริสต์เสด็จเข้ามาในโลกพันธสัญญาใหม่ก็เริ่มขึ้น ประชากรของพระเจ้าสามารถมีประสบการณ์ในสัมพันธภาพกับพระเจ้าในแนวทางใหม่

พระเจ้าตรัสผ่านในพระธรรมเยเรมีย์ว่า
[31] องค์พระผู้เป็นเจ้าประกาศว่า “เวลานั้นจะมาถึง
เมื่อเราจะทำพันธสัญญาใหม่
กับพงศ์พันธุ์อิสราเอล
และกับพงศ์พันธุ์ยูดาห์
...

[33] องค์พระผู้เป็นเจ้าประกาศว่า “นี่คือพันธสัญญาที่เราจะทำกับพงศ์พันธุ์อิสราเอล
หลังจากสมัยนั้น
คือเราจะใส่บทบัญญัติของเราในจิตใจของพวกเขา
จารึกบนหัวใจของพวกเขา
เราจะเป็นพระเจ้าของพวกเขา
และพวกเขาจะเป็นประชากรของเรา
[34] ผู้คนจะไม่สอนเพื่อนบ้าน
หรือสอนพี่น้องของตนอีกต่อไปว่า ‘จงรู้จักองค์พระผู้เป็นเจ้า’
เพราะพวกเขาทุกคนจะรู้จักเรา
ตั้งแต่ผู้น้อยที่สุดไปจนถึงผู้ใหญ่ที่สุด”
องค์พระผู้เป็นเจ้าประกาศดังนั้น
“เพราะเราจะอภัยความชั่วร้ายของเขา
และจะไม่จดจำบาปทั้งหลายของเขาอีกต่อไป”  (เยเรมีย์ 31:31, 33-34 อมธ.)

พระเจ้าได้สัญญาว่า พระองค์จะกระทำพันธสัญญาใหม่กับประชากรของพระองค์ ที่พระองค์จะยกบาปโทษทั้งสิ้นของพวกเขา และจะไม่ตัดสินพิพากษาพวกเขาตามการทรยศของพวกเขา พระเจ้าได้กระทำตามพระสัญญาของพระองค์โดยทางความตายและการการเป็นขึ้นใหม่ของพระคริสต์ 

โดยทางการสละพระชนม์ชีพของพระเยซูคริสต์ พระองค์ได้ทำให้ประชากรของพระองค์ได้รับการลบล้างให้สะอาด การพิพากษาตัดสินตามชีวิตของพระคริสต์ที่ไร้ตำหนิแทนที่จะพิพากษาจากชีวิตของเรา

2. เปิดประตูสำหรับคนที่ไม่ใช่ยิว

ประโยชน์อีกประการหนึ่งที่มักถูกละเลยมองข้ามของ “พระวาทะมาบังเกิดเป็นมนุษย์” คือ ก่อนที่พระเยซูมาบังเกิดเป็นมนุษย์ ความโปรดปรานของพระเจ้าถูกจำกัดอยู่แต่เฉพาะประชากรอิสราเอลเท่านั้น เพราะมีข้อจำกัดที่ยิ่งใหญ่คือถ้าใครไม่ได้เกิดมาเป็นยิวคนนั้นจะไม่ได้รับพิจารณาให้เป็นคนหนึ่งในบรรดาบุตรของพระเจ้า

อย่างไรก็ตาม แต่เมื่อพระคริสต์เสด็จมาบังเกิดเป็นมนุษย์ พระกิตติคุณของพระเยซูคริสต์ได้เปิดทางกว้างแก่คนที่ไม่ได้เป็นยิว และเปาโลได้รับมอบหมายให้เป็นผู้ริเริ่มในพันธกิจนำพระกิตติคุณเข้าถึงคนต่างชาติ เมื่อพระกิตติคุณถูกประกาศท่ามกลางคนต่างชาติที่ไม่ใช่ยิว คนยิวบางคนเริ่มรู้สึกผิดหวังที่กลุ่มคนต่างชาติจะนมัสการพระเจ้าของพวกเขาด้วย อย่างไรก็ตาม เปาโลได้กระทำประเด็นนี้ให้ชัดเจนว่า พระเจ้ามีพระประสงค์ให้ชนต่างชาติที่ไม่ใช่ยิวร่วมในพระประสงค์ของพระองค์ด้วย

นายแพทย์ลูกาได้บันทึกคำกล่าวของเปาโลไว้ว่า

[46] แล้วเปาโลกับบารนาบัสจึงโต้ตอบพวกเขาด้วยใจกล้าว่า “เราต้องประกาศพระวจนะของพระเจ้าแก่พวกท่านก่อน ในเมื่อท่านปฏิเสธและไม่เห็นว่าตัวเองคู่ควรกับชีวิตนิรันดร์ บัดนี้เราก็จะหันไปหาพวกต่างชาติ [47] เพราะองค์พระผู้เป็นเจ้าได้ทรงบัญชาเราไว้ว่า
‘เราตั้งเจ้าไว้ให้เป็นความสว่างสำหรับคนต่างชาติ
เพื่อเจ้าจะได้นำความรอดไปจนถึงที่สุดปลายแผ่นดินโลก’
[48] ฝ่ายคนต่างชาติเมื่อได้ยินเช่นนี้ก็ดีใจและยกย่องพระวจนะขององค์พระผู้เป็นเจ้า และบรรดาผู้ที่ถูกกำหนดไว้ให้มีชีวิตนิรันดร์ก็เชื่อ (กิจการ 13:46-48 อมธ.)
ก่อนที่พระเยซูเสด็จมาบังเกิดเป็นมนุษย์ ความโปรดปรานของพระเจ้าอยู่กับชนชาติอิสราเอลเท่านั้น แต่อย่างไรก็ตาม ด้วยการสิ้นพระชนม์และการเป็นขึ้นจากความตายของพระเยซูคริสต์ ความรอดจึงมีสำหรับคนทั้งโลกนี้ เรื่องนี้ง่ายที่เราจะมองข้าม แต่เป็นเรื่องหนึ่งที่เป็นการเปลี่ยนแปลงที่มีความสำคัญอย่างยิ่งที่เกิดจากการที่ “พระวาทะมาบังเกิดเป็นมนุษย์”

3. พระวิญญาณบริสุทธิ์

คำสอนและการรับใช้ของพระเยซูคริสต์มากมายที่ดูเหมือนว่าสวนทางกัน หนึ่งในคำกล่าวของพระองค์ที่น่าตกใจสำหรับเหล่าอัครสาวกคือ พระองค์ควรจะไปจากพวกเขาไป เพื่อว่าพระบิดาจะได้ส่งพระวิญญาณบริสุทธิ์มาอยู่กับอัครสาวกหลังจากที่พระเยซูคริสต์จากพวกเขาไปแล้ว ขอให้อ่านจากคำตรัสของพระเยซูคริสต์โดยตรงที่ว่า...

[7] อย่างไรก็ตามเราจะบอกความจริงกับพวกท่าน คือการที่เราจากไปนั้นก็เพื่อประโยชน์ของท่าน เพราะถ้าเราไม่ไป องค์ผู้ช่วยก็จะไม่เสด็จมาหาพวกท่าน แต่ถ้าเราไปแล้ว เราก็จะใช้พระองค์มาหาท่าน (ยอห์น 16:7 มตฐ.)

ในที่นี้กล่าวถึงองค์พระวิญญาณบริสุทธิ์ ที่พระเยซูคริสต์เคยแบ่งปันเรื่องนี้แก่เหล่าสาวกแล้ว การสนทนาก่อนหน้านี้  พระเยซูคริสต์ตรัสกับสาวกว่า...

[16] เราจะทูลขอพระบิดา และพระองค์จะประทานผู้ช่วยอีกผู้หนึ่งให้กับพวกท่าน เพื่อจะอยู่กับท่านตลอดไป [17] คือพระวิญญาณแห่งความจริงซึ่งโลกรับไว้ไม่ได้ เพราะมองไม่เห็นและไม่รู้จักพระองค์ พวกท่านรู้จักพระองค์เพราะพระองค์สถิตอยู่กับท่าน และจะประทับอยู่ท่ามกลางท่าน (ยอห์น 14:16-17 มตฐ.)

ทำไมการที่พระคริสต์ไปจากพวกคริสตชนจึงดีสำหรับเราคริสตชน? เพราะตัวพระเยซูคริสต์เป็นเพียงร่างมนุษย์   พระองค์อยู่ด้วยกับเราได้เพียงคนเดียวที่เดียว พระองค์มีความจำกัดในร่างกายที่เป็นมนุษย์ แต่ในทางกลับกัน องค์พระวิญญาณบริสุทธิ์นั้นสถิตในคริสตชนได้หลาย ๆ คนและในหลาย ๆ ที่ในเวลาเดียวกัน ไม่ถูกจำกัดด้วยกาลเทศะ

ด้วยการเสด็จสู่สวรรค์ของพระคริสต์ องค์พระวิญญาณบริสุทธิ์ก็เสด็จมา พระเจ้าทรงสถิตในประชากรของพระองค์แต่ละคนตลอดไป

นี่เป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่เมื่อเทียบกับก่อนการเสด็จมาของพระคริสต์ประชากรของพระเจ้าทั้งหมดต้องเดินทางไปกรุงเยรูซาเล็มเพื่อที่จะได้อยู่ต่อหน้าพระพักตร์พระเจ้า เพื่อที่จะนมัสการพระองค์ แต่ละคนจะต้องไปและปรากฏตัวในพระวิหารกรุงเยรูซาเล็ม

ปัจจุบันนี้ คริสตชนไม่จำเป็นจะต้องออกจากบ้านไปยังพระพักตร์พระเจ้าในอาคารวิหารที่พระองค์สถิตอยู่ เพราะองค์พระวิญญาณบริสุทธิ์สถิตอยู่ในชีวิตของเราคริสตชนแต่ละคน

อย่างที่เปาโลได้เขียนไว้ว่า ท่านรู้แล้วไม่ใช่หรือว่า ร่างกายของพวกท่านเป็นวิหารของพระวิญญาณบริสุทธิ์ผู้สถิตในท่าน ผู้ซึ่งพวกท่านได้รับจากพระเจ้า (1โครินธ์ 6:19) แทนที่ประชากรของพระเจ้าจะต้องเดินทางไปยังพระวิหารของพระเจ้า แต่ในชีวิตของประชากรของพระเจ้าแต่ละคนเป็นพระวิหารขององค์พระวิญญาณบริสุทธิ์ ที่พระองค์สถิตอยู่ด้วย

4. พระเจ้าผู้ทรงเห็นใจ

ในช่วงเวลาของพระคัมภีร์ภาคพันธสัญญาเดิม ดูเหมือนว่าพระเจ้านั้นอยู่เหนือและห่างไกลจากมนุษย์ พระเจ้านั้นบริสุทธิ์ยิ่ง ดูเหมือนว่ายากที่ใครจะเข้าถึงพระองค์ได้ มนุษย์ไม่สามารถที่จะเข้าใจพระเจ้า และมนุษย์รู้สึกว่า พระเจ้าจะไม่ค่อยเข้าใจในความเป็นมนุษย์

สิ่งนี้เกิดการเปลี่ยนแปลง  เมื่อพระเจ้าได้มาบังเกิดเป็นมนุษย์ และสำแดงให้มนุษย์โลกถึงความรุ่งเรืองอย่างแท้จริงนั้นเป็นเช่นไร มิใช่เพียงแต่พระเจ้าจะเข้าใจถึงความเป็นมนุษย์อย่างแท้จริงเป็นอย่างไรเท่านั้น แต่พระองค์ได้สำแดงให้มนุษย์ได้เห็นว่าจะดำเนินชีวิตเช่นไรที่จะมีชีวิตที่สมบูรณ์ เป็นมนุษย์ที่ไม่มีความด่างพร้อย

ผู้เขียนพระธรรมฮีบรูได้เน้นย้ำถึงพลวัตรในเรื่องนี้ และอธิบายว่า เพราะพระเยซูคริสต์มีชีวิตที่เป็นมนุษย์ พระองค์ย่อมจะเข้าใจถึงสภาพการณ์ชีวิตของมนุษย์ พระองค์รู้ถึงสิ่งที่มนุษย์ต้องต่อสู้ดิ้นรนฟันฝ่า รู้ถึงชีวิตที่ได้รับการข่มเหง เข้าใจถึงชีวิตที่ถูกทดสอบและทดลอง

ผู้เขียนพระธรรมฮีบรูได้เขียนไว้ว่า “[15] เพราะว่าเราไม่ได้มีมหาปุโรหิตที่ไม่สามารถจะเห็นใจในความอ่อนแอของเรา แต่ทรงเคยถูกทดลองใจเหมือนเราทุกอย่าง ถึงกระนั้นพระองค์ก็ยังปราศจากบาป [16] ฉะนั้นขอให้เราเข้ามาถึงพระที่นั่งแห่งพระคุณด้วยความกล้า เพื่อเราจะได้รับพระเมตตา และจะพบพระคุณที่ช่วยเราในยามต้องการ” (ฮีบรู 4:15-16 มตฐ.)

พระเยซูถูกทดลองอย่างแท้จริงในทุกทาง แต่พระองค์ไม่ได้พ่ายแพ้ในการถูกทดลองและล่อลวง พระองค์ได้มีชัยชนะเหนือการทดลองล่อลวงเหล่านั้นที่พระองค์ต้องประสบพบเจอ แต่พระองค์กลับมีความเข้าใจอย่างลุ่มลึกถึงการเป็นมนุษย์อย่างเราท่าน

ปัจจุบันนี้ ประชากรของพระเจ้าสามารถติดต่อสัมพันธ์กับพระองค์ในรูปแบบใหม่ที่ลึกซึ้งกว่า ให้เราเข้ามาหาพระคริสต์ด้วยความมั่นใจ รู้ว่าพระองค์เข้าใจถึงสิ่งที่เราต้องเผชิญในชีวิต และพระองค์ได้มีชัยเหนือสถานการณ์เหล่านั้นที่เราต้องเผชิญอยู่

เมื่อ “พระวาทะมาบังเกิดเป็นมนุษย์” ได้เปลี่ยนแปลงมุมมองความเข้าใจทุกแง่มุมใหม่ในการนมัสการพระเจ้าของประชากรของพระองค์ ประชากรของพระเจ้ามิได้ดำเนินชีวิตตามบทบัญญัติ ตามตัวอักษร แต่เราดำเนินชีวิตตามคำสอนของพระเยซูคริสต์ พระเจ้าได้ประทานโอกาสแก่ประชากรของพระองค์ที่จะเข้าใกล้ชิดสนิทสัมพันธ์กับพระองค์  และร่วมสามัคคีธรรมกับพระองค์ที่ไม่เคยมีมาก่อนสมัยของพระเยซูคริสต์ และอย่ามองข้ามความสำคัญในเรื่องนี้

การติดตามสัมพันธ์กับพระคริสต์ อย่างที่พระองค์ติดตามเรา อย่าให้เราขาดการใส่ใจต่อประโยชน์ที่น่าอัศจรรย์และประโยชน์ที่น่าทึ่งของ “พระวาทะมาบังเกิดเป็นมนุษย์ (เนื้อหนัง/เลือดเนื้อ)”

ประสิทธิ์ แซ่ตั้ง
บ้านแม่แก้ดน้อย  สันทราย  เชียงใหม่
E-mail: prasit.emmaus@gmail.com; 081-2894499



07 ธันวาคม 2563

บทเพลงสรรเสริญพระเจ้าถึงการพลิกคว่ำสังคมโลก

มารีย์มองเห็นสิ่งที่น่าทึ่งที่สุดเกี่ยวกับพระเจ้าคือ พระองค์คือผู้เปลี่ยนแปลงกระบวนเหตุการณ์ในประวัติศาสตร์ที่ต้นเหตุของปัญหาและความเลวร้าย ด้วยช่วงเวลาเพียง 3 ทศวรรษที่พระองค์ใช้ในการเริ่มต้นการเปลี่ยนแปลงอันสำคัญและทรงคุณค่าความหมายอย่างยิ่ง

 

[46] มารีย์จึงกล่าวว่า

          “จิตใจของข้าพเจ้าสรรเสริญยกย่องพระเจ้า

[47] และจิตวิญญาณของข้าพเจ้าชื่นชมยินดีในพระเจ้าพระผู้ช่วยให้รอดของข้าพเจ้า

[48] เพราะพระองค์ทรงเอาพระทัยใส่

          ฐานะอันต่ำต้อยของผู้รับใช้ของพระองค์

          นับแต่นี้ไปคนทุกชั่วอายุจะเรียกข้าพเจ้าว่าผู้ได้รับพร

[49] เพราะว่าองค์ทรงฤทธิ์ได้ทรงกระทำสิ่งที่ยิ่งใหญ่เพื่อข้าพเจ้า

          พระนามของพระองค์บริสุทธิ์

[50] พระเมตตาของพระองค์แผ่มาถึงบรรดาผู้ที่ยำเกรงพระองค์

          ทุกชั่วอายุสืบไป

[51] พระองค์ทรงประกอบกิจอันยิ่งใหญ่ด้วยพระกรของพระองค์

          พระองค์ทรงกระทำให้ผู้ที่ผยองอยู่ในส่วนลึกของความคิดกระจัดกระจายไป

[52] พระองค์ทรงปลดเจ้านายลงจากบัลลังก์

          แต่ทรงยกผู้ต่ำต้อยขึ้น

[53] พระองค์ทรงให้ผู้หิวโหยอิ่มเอมด้วยสิ่งดี

          แต่ทรงส่งคนมั่งมีไปมือเปล่า

[54] พระองค์ทรงช่วยอิสราเอลผู้รับใช้ของพระองค์

          ทรงไม่ลืมที่จะเมตตา

[55] ต่ออับราฮัมและวงศ์วานของเขาตลอดไป

          ตามที่พระองค์ได้ตรัสไว้กับบรรพบุรุษของเรา”   (ลูกา 1:46-55 อมธ.)

แล้วพระเจ้ามีมุมมอง และ กระทำเช่นไรในการเริ่มการเปลี่ยนแปลงกระบวนเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติและสังคมโลก? พระองค์เริ่มพระราชกิจการเปลี่ยนแปลงโลกโดยร่วมกับ “หญิงที่อ่อนน้อมถ่อมตนในชีวิต” คนแรกคือ สตรีที่สูงวัยและเป็นหมัน (นางเอลีซาเบ็ธ) สตรีอีกคนหนึ่งเป็นหญิงสาวพรหมจารี (มารีย์) และมารีย์ซาบซึ้งในท่าทีของพระเจ้าตามนิมิตที่เธอได้เห็น ที่ทรงสนพระทัย รักและเมตตา ให้เกียรติและคุณค่าแก่สตรีในสังคมชุมชนที่ยังอยู่ในวัฒนธรรมที่เหยียดเพศ ยิ่งกว่านั้น ท่าทีของพระเจ้าที่เลือกเคียงข้างคนต่ำต้อยด้อยค่า  เธอซาบซึ้งลงถึงรากฐานทางจิตวิญญาณและกลั่นกรองจากก้นบึ้งแห่งจิตใจเป็นบทเพลงยกย่องสรรเสริญพระเจ้า และนี่เป็นบทเพลงแห่งการเปลี่ยนแปลง หรือคนในยุคนี้จะเรียกว่าบทเพลงสรรเสริญพระเจ้าแห่งการปฏิรูป หรือ การปฏิวัติก็ย่อมได้

มารีย์ และ เอลีซาเบ็ธ เป็นวีรสตรีที่นายแพทย์ลูกายกย่อง เขายกย่องความเชื่อศรัทธาของสตรีทั้งสองท่านนี้ ซึ่งเป็นสิ่งที่ลูกาต้องการบอกแก่ธีโอฟีลัส ผู้อ่านพระกิตติคุณที่เขารวบรวม ที่เป็นคนสูงศักดิ์ในยุคนั้น ถึงมุมมอง และ ระบบคุณค่าที่แตกต่างจากวิธีคิดวิธีมองของคนในยุคและสังคมนั้น ผ่านบทเพลงที่พระเจ้าทรงพลิกคว่ำกระบวนเหตุการณ์ในประวัติศาสตร์มนุษย์โลก ผ่านบทเพลงสรรเสริญที่แสดงให้เห็นถึงความต่ำต้อย และ ความอ่อนน้อมถ่อมตนที่มีชีวิตชีวาของทั้งเอลีซาเบ็ธ และ มารีย์ ที่ร้องออกมาเป็นบทเพลงสรรเสริญพระเจ้าที่ทรงพลิกคว่ำประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติ

เอลีซาเบ็ธ กล่าวว่า “ทำไมฉันถึงได้รับความโปรดปรานเช่นนี้ คือมารดาขององค์พระผู้เป็นเจ้าของฉันมาหา?” (ลูกา 1:43) ส่วนมารีย์กล่าวว่า “เพราะพระองค์ทรงเอาพระทัยใส่ฐานะอันต่ำต้อยของผู้รับใช้ของพระองค์...” (ลูกา 1:48)

คนที่จะร้องสรรเสริญพระเจ้าออกมาจากก้นบึ้งแห่งจิตใจได้อย่างเอลีซาเบ็ธ และ มารีย์ได้ ต้องเป็นคนที่สำนึกถึงคุณค่าแห่งกำพืดอันยากต่ำของตนเอง และซาบซึ้งอย่างล้นพ้นถึงพระเมตตาอาทรอันสูงส่งของพระเจ้าที่มีต่อตน และพร้อมเปิดชีวิตรับใช้และร่วมในพระราชกิจอันทรงคุณค่าของพระเจ้าไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นแก่ตนก็ตาม สิ่งนี้จะเกิดขึ้นได้เมื่อเรายอมให้พระคริสต์มาบังเกิดในชีวิตของเราเท่านั้น

 

ประสิทธิ์ แซ่ตั้ง
บ้านแม่แก้ดน้อย  สันทราย  เชียงใหม่
E-mail: prasit.emmaus@gmail.com; 081-2894499