03 ธันวาคม 2557

พระเจ้าทำงานในจิตใจของเราอย่างไร?

อ่านสดุดี 119:65-72

...ทรงสอนข้าพระองค์ให้มีความรู้และดุลยพินิจ(วิจารณญาณ)...
ดีแล้วที่ข้าพระองค์ทุกข์ยาก
ข้าพระองค์จะได้เรียนรู้กฏหมายของพระองค์...
บทบัญญัติจากพระโอษฐ์...ล้ำค่า...ยิ่งกว่าทองนับพันนับหมื่น(แท่ง)
(สดุดี 119:66, 67, 71 และ 72  อมต. ในวงเล็บจากฉบับมาตรฐาน)

พระเจ้ามิเพียงแต่ สอนข้อมูลความรู้พระบัญญัติที่เป็นน้ำพระทัยและพระประสงค์ของพระองค์สำหรับชีวิตของเราเท่านั้น   แต่พระองค์ทรงเสริมสร้างเราให้รู้จักที่จะคิด พิจารณา มีมุมมอง  ใคร่ครวญ และ การสะท้อนคิด ที่ฉบับอมตธรรม (อมต.) ได้ใช้คำว่า “สอนให้มีความรู้และมีดุลยพินิจที่ดี (ข้อ 66)  จนก่อร่างเป็นจิตสำนึก แล้วตกตะกอนเป็น "หลักคิดหลักเชื่อในการปฏิบัติ" ตามพระบัญญัตินั้น 

ที่คริสตชนมักใช้คำว่า พระเจ้าทรงทำงานในจิตใจของเรา’! 

ผู้ประพันธ์บทเพลงสดุดีบทนี้ ได้หวลระลึกถึงประสบการณ์ชีวิตของตนที่ได้รับ "พระคุณ" ของพระเจ้าที่ทรง "สอนและสร้าง" เขาบนรากฐานพระวจนะ หรือ พระบัญญัติของพระองค์

จากประสบการณ์ชีวิตของเขาพบว่า   ชีวิตของเขา "หลงเจิ่น" (ข้อ 67) หรือในฉบับอมตธรรมใช้คำว่า "หลงเตลิดไป" นั้นเพราะในตอนนั้นชีวิตของเขาไม่ได้รับ "การสอนและสร้างจนเกิดความคิด  ความตระหนักสำนึกในการดำเนินชีวิต  และไม่ได้ปฏิบัติตามพระดำรัสของพระเจ้า

ดังนั้น ชีวิตของเขาจึงถูกอิทธิพลแห่งสังคมโลกในตอนนั้นพัดไปตามแรงกระแสสังคม จนหลงเจิ่น ชีวิตเตลิดไป และสิ่งที่เขาได้รับคือ "การตกทุกข์ได้ยาก" (อมต.)  

เมื่อชีวิตของผู้ประพันธ์จมปลักลงในความทุกข์ยากเพราะชีวิตมิได้รับการ "สอนและสร้างด้วยพระวจนะของพระเจ้า" นั้น   พระเจ้าใช้โอกาสที่ชีวิตกำลัง "จนตรอกชีวิตที่กำลัง "ติดกับดัก" ในการ "สอนและเสริมสร้างชีวิต" ของเขาขึ้นใหม่ ด้วยพระบัญญัติและพระวจนะที่เป็นน้ำพระทัยและพระประสงค์ของพระองค์ในชีวิตของเขา   เพื่อช่วยให้เกิดการ "คิดได้" มีวิจารณญาน และ ดุลยพินิจ (ข้อ 66) ในการคิดและตัดสินใจ จนมีหลักคิดหลักปฏิบัติตามพระวจนะนั้น

ด้วยพระราชกิจแห่ง "การสอนและสร้าง" ชีวิตเขาขึ้นใหม่  และโอกาสใหม่ในชีวิตที่เขาได้รับ  ผู้ประพันธ์สดุดีจึงซาบซึ้งใน "พระคุณ" ของพระเจ้า   ถึงกับยกย่องและสรรเสริญพระเจ้าว่า  "พระองค์ประเสริฐ" (ตฐ.)  พระเจ้านั้น "แสนดี" และสิ่งที่พระองค์กระทำนั้น "ดีเลิศ" (อมต.)  และเขายังแสดงออกอีกว่า  ยังปรารถนาที่จะรับการ "สอนและสร้าง" จากพระเจ้าตลอดไป (ข้อ 68)

การ "สอนและสร้าง" จากพระเจ้าด้วยพระวจนะ หรือ พระบัญญัติของพระองค์เป็นระบบ "ภูมิคุ้มกัน" ชีวิตจิตวิญญาณของเราจากอิทธิพลแห่งอำนาจชั่วของสังคมในรูปแบบต่าง ๆ  ในที่นี้ผู้ประพันธ์สดุดียกตัวอย่างจากประสบการณ์ชีวิตของเขาว่า   เมื่อชีวิตประจำวันของเขาถูกโจมตีจากอิทธิพลอำนาจชั่วที่แวดล้อมชีวิตของเขา  ด้วยการ "ใส่ร้ายป้ายสี" (อมต.) "ด้วยความเท็จ" (มตฐ.)  "หลักคิดและหลักปฏิบัติ" ที่พระเจ้าได้ "สอนและสร้าง" ในชีวิตจิตใจของเขาจะเป็นเกราะป้องกันไม่ให้สิ่งร้าย ๆ เหล่านี้สามารถแทรกเข้าทำลายทำร้ายชีวิตจิตใจของเขา   ทำให้เขาสามารถยืนมั่นคงในชีวิตบนพระวจนะ   และสิ่งร้ายแห่งอำนาจชั่วเหล่านั้นไม่สามารถเข้ามาครอบงำความคิดจิตใจของเขา   ยิ่งกว่านั้น   จากประสบการณ์ดังกล่าวทำให้ผู้ประพันธ์สดุดีมีชีวิตจิตใจที่ผูกพันกับพระบัญญัติ หรือ พระวจนะของพระเจ้ามากยิ่งขึ้น   เขาต้องการที่จะคิดและปฏิบัติตามพระวจนะ "ด้วยสุดใจ" (ข้อ 69)

จากประสบการณ์ชีวิตของผู้ประพันธ์สดุดีเขาได้ชี้ชัดว่า   ความแตกต่างระหว่างคนที่ได้รับและไม่ได้รับการ "สอนและสร้าง" จากพระเจ้าด้วยพระวจนะและพระประสงค์ของพระองค์นั้น  แตกต่างกันที่ "จิตใจ" กล่าวคือ ผู้ที่ไม่ได้รับการสอนและสร้างจากพระเจ้าด้วยพระวจนะจิตใจของเขาจะ "เฉื่อยชา" (มตฐ.)  "ดื้อด้านและไม่รู้จักสำนึก" (อมต.)   ดังนั้น  จิตใจที่ไม่ได้รับการ "สอนและสร้าง" จากพระเจ้าด้วยพระวจนะจึงเป็นจิตใจที่ขาดสำนึกตระหนักชัด (ข้อ 70) ถึงคุณค่าและความหมายแห่งชีวิต   จึงปราศจากหลักคิดหลักปฏิบัติที่มั่นคงในการดำเนินชีวิต   ด้วยเหตุนี้ความคิด จิตใจ และการกระทำของเขาจึงถูกครอบงำจากอำนาจชั่วร้ายที่รายล้อมชีวิตประจำวันของเขา

เมื่อผู้ประพันธ์เห็นถึงความสัตย์จริงในประเด็นนี้แล้ว  เขาจึงยืนยันว่าเขา "ปีติยินดี" (ข้อ 70) ในพระบัญญัติ ในพระวจนะของพระเจ้า   นั่นหมายความว่า เขาเต็มใจที่จะมีชีวิตจิตใจที่แสวงหาและรับการสอนและสร้างให้มี "หลักคิดหลักเชื่อและหลักปฏิบัติ" บนรากฐานแห่งพระวจนะของพระเจ้าในชีวิตของตน

จากประสบการณ์ชีวิตของผู้ประพันธ์สดุดีในตอนนี้   เขาได้สะท้อนคิดถึงประสบการณ์ในชีวิตของตนที่ผ่านมา   ช่วยให้เขาเกิดมุมมองชีวิตและมุมมองต่อความทุกข์ยากในชีวิตบนรากฐานแห่งพระวจนะ  และ "การสอนและการสร้าง" ของพระเจ้าในชีวิตของตนว่า  "ดีแล้วที่ข้าพระองค์ทุกข์ยาก" (ข้อ 71)  ด้วยจิตใจที่ได้รับการเสริมสร้างจากพระวจนะของพระเจ้าได้เปลี่ยนมุมมองของเขาต่อความทุกข์ยากที่เขาได้รับในชีวิต   เขามองความทุกข์ยากที่ได้รับว่าเป็น "โอกาส" ที่เขาจะได้ "เรียนรู้" ถึงกฏเกณฑ์และพระประสงค์ของพระเจ้าสำหรับชีวิตของเขา   ทำให้เขาได้รับการทรงสร้างให้มี "หลักคิด หลักเชื่อ และหลักปฏิบัติ" ใหม่ในชีวิตประจำวันของเขา   ซึ่งทำให้เขามีชีวิตอยู่อย่างมีคุณค่าและความหมาย   ไม่ว่าชีวิตจะต้องตกลงในสถานการณ์ใดก็ตาม   เพราะทุกสถานการณ์คือโอกาสที่พระเจ้าจะ "สอนและสร้าง" ชีวิตจิตใจของเขาให้เติบโตขึ้นได้

ด้วยเหตุนี้   ผู้ประพันธ์สดุดีตอนนี้จึงกล่าวยืนยันว่า   สำหรับเขาแล้ว  ธรรมบัญญัติจากพระโอษฐ์ของพระเจ้ามีค่ายิ่งกว่าเงิน และ ทองเป็นพันเป็นหมื่นแท่ง (ข้อ 72 อมต.)

พระเจ้าทรงทำพระราชกิจของพระองค์ในชีวิตจิตใจของเราแต่ละคน   พระองค์มิได้ให้เรารู้และจำพระวจนะของพระองค์ในจิตใจของเรา  แล้วพยายามที่จะปฏิบัติตามเท่านั้น   แต่พระองค์ทรง “สอนและสร้าง”  ให้เรามีหลักคิด หลักเชื่อ   สร้างให้เราเกิดความตระหนักรู้   มีสำนึกตามพระวจนะ   เพื่อเราจะสามารถที่จะคิดพิจารณาอย่างมีวิจารณญาน และ ดุลยพินิจ ในการตัดสินใจในแต่ละเรื่องในชีวิตบนรากฐานพระวจนะ  แล้วจึงเชื่อฟังด้วยการปฏิบัติตามพระวจนะนั้น   เพื่อเราจะดำเนินชีวิตตามพระประสงค์ของพระองค์ในชีวิตของเรา

การ “สอนและสร้าง” ชีวิตจิตใจจากพระเจ้าเป็นกระบวนการสอนและสร้างอย่างต่อเนื่องจากพระเจ้า   ที่ต้องใช้เวลา   และที่สำคัญพระองค์ทรงสอนและสร้างเราได้ในทุกสถานการณ์ชีวิต   ในทุกวิกฤติที่เราเผชิญ ในทุกความชื่นชมที่เราประสบ  เราจึงมีชีวิตที่เติบโต เข้มแข็ง  และเกิดผลมากขึ้น

อยู่ที่ว่า   เราจะยอมให้พระองค์ทรงสอนและสร้างเราในทุกสถานการณ์หรือไม่?   หรือเราต้องการตัดสินใจและจัดการสถานการณ์ชีวิตเหล่านั้นตามใจปรารถนาของเราเอง?

ประสิทธิ์ แซ่ตั้ง
บ้านแม่แก้ดน้อย  สันทราย  เชียงใหม่
E-mail: prasit.barnabus@gmail.com
081-2894499

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น