29 ธันวาคม 2557

พระราชกิจพระคริสต์...ข้างทางชีวิตของเรา

อ่านลูกา 8:40-56

มุมมองพระคริสต์?

บนเส้นทางชีวิต  ฝูงชนกลุ่มใหญ่มุ่งเดินไปบ้านของนายธรรมศาลาท่านหนึ่งพร้อมกับพระเยซูคริสต์และเหล่าสาวก   ทันใดนั้น  พระเยซูหยุดการเดินทางและถามหาคนที่มาสัมผัสพระองค์ด้วยความจงใจ   เพื่อพระองค์จะทรงอวยพระพรแก่ชีวิตหญิงคนนั้นที่ทนทุกข์ทรมานด้วยโรคโลหิตตกเป็นเวลานานถึง 12 ปีที่เธอทุ่มเททุกอย่างเพื่อรักษาโรคนี้ให้หายจนหมดเนื้อสิ้นตัว  หมดทุกอย่างในชีวิต

แต่การหยุดเพื่ออวยพระพรแก่หญิงคนนี้   ทำให้การเดินทางของพระองค์ล่าช้า   และที่สำคัญเด็กหญิงที่มีอายุบนโลกนี้ด้วยความรักและทะนุถนอมมา 12 ปีของพ่อแม่ได้เสียชีวิตก่อนพระคริสต์จะไปถึงที่บ้านนั้น

แผนงานที่กำหนดไว้ไม่ประสบความสำเร็จ?

เกิดคำถามว่า   พระเยซูคริสต์มองสองเหตุการณ์และความต้องการนี้อย่างไร?

บางท่านอาจจะเกิดคำถาม  เกิดความคิดที่คัดค้านภายในใจว่า  นี่คือมุมมองของพระคริสต์หรือที่ยอมปล่อยให้เด็กหญิงอายุ 12 ปีที่พระองค์ตั้งใจจะไปรักษาต้องตายไป?  

หญิงที่ทรมานมา 12 ปี จนหมดตัวมีคุณค่าและสำคัญกว่าเด็กหญิงที่มีชีวิตในความรักแค่ 12 ปีหรือ?

พระเยซูคริสต์ทรงรู้ว่าทุกโอกาสย่อมมีพระพรสำหรับโอกาสนั้น ๆ   ทุก ๆ โอกาสในชีวิตเป็นของประทานจากพระเจ้าและในของประทานนั้นมีพระพร   และในเหตุการณ์นี้พระคริสต์ทรงตระหนักชัดว่า ชีวิตและความตายอยู่ในพระหัตถ์ของพระเจ้า   พระองค์ทรงรู้ว่าพระราชกิจที่พระองค์กระทำเป็นโอกาสหนึ่งที่พระเจ้าประทานให้   และทรงรู้ด้วยว่าเมื่อกระทำพระราชกิจในโอกาสนั้นจะส่งผลให้เกิดอะไรขึ้น

ลักษณะพิเศษของพระคริสต์ในที่นี้คือ  

พระองค์พร้อมเสมอสำหรับ “โอกาสที่พระเจ้าประทานให้ที่ไม่ได้อยู่ในแผนการในแต่ละวัน”  ให้เกิดพระพรของพระเจ้าในโอกาสนั้น   และในเวลาเดียวกันแผนงานที่ทรงวางไว้ก็ยังได้รับการทรงกระทำและเกิดพระพรในชีวิตของเด็กหญิงคนนั้น  ครอบครัว และชุมชนด้วย

เมื่อพระเยซูคริสต์มาถึงบ้านของเด็กหญิงคนนั้น  พบว่าเต็มไปด้วยผู้คน “กำ​ลัง​ร้อง​ไห้​ทุกข์​โศก​เพราะ​เด็ก​คน​นั้น” (ลูกา 8:52 มตฐ.)   พระเยซูคริสต์ทรงบอกฝูงชนหน้าบ้านที่กำลังแสดงความโศกเศร้าว่า  เด็กหญิงยังไม่ตายแต่หลับไป  

ทันที พวกเขาเปลี่ยนจากร้องไห้กลายเป็นหัวเราะเยาะพระเยซูที่พูดอะไรโง่ ๆ  

แต่พระคริสต์ไม่หยุดติดแหงกอยู่กับมุมมองที่แตกต่าง การเยาะเย้ยดูถูก   แต่พระองค์เสด็จเข้าไปในบ้าน  เข้าไปในห้องนอนของเด็กหญิงคนนั้น  แล้วจับมือของเธอแล้วตรัสว่า “ลูกเอ๋ย ลุกขึ้นเถิด”  แล้ว​วิญ​ญาณ​ก็​กลับ​เข้า​ไป​ใน​ตัว​เด็ก เขา​ก็​ลุก​ขึ้น​ทัน​ที (8:55 มตฐ.)   แน่นอนครับ เหตุการณ์นี้เปลี่ยนมุมมองที่แตกต่างของฝูงชนหน้าบ้านให้ต้องฉงนสนเท่ห์ในพระพรของพระเจ้าผ่านพระราชกิจที่พระคริสต์ทรงกระทำ

นี่คือมุมมองของพระเยซูคริสต์ในการดำเนินชีวิตและในการกระทำพระราชกิจของพระองค์บนโลกใบนี้   ที่คริสตชนจะต้องได้รับการเปลี่ยนแปลงในชีวิต   ซึ่งจะต้องเริ่มจากการเปลี่ยนแปลงที่ความคิด และ มุมมองก่อน   มุมมองแบบพระคริสต์นี้เปาโลเรียกว่า มุมมองจากเบื้องบน หรือ การมุ่งมองไปที่เบื้องบน (โคโลสี 3:1-2 มตฐ.)   เป็นมุมมองชีวิตและการทำพันธกิจด้วยความเชื่อศรัทธาที่ไม่ท้อแท้สิ้นแรง   แต่ตระหนักชัดว่าในทุกสถานการณ์ที่เกิดขึ้นข้างหน้าและรอบ ๆ ตัวเราอยู่ภายใต้การครอบครองของพระเจ้าด้วยพระคุณเมตตาและพระพรของพระองค์  ให้คริสตชนมีชีวิตที่พร้อมเสมอสำหรับทุกโอกาสที่พระเจ้าประทานให้เกิดขึ้นบนเส้นทางชีวิตที่เราดำเนินไปแต่ละวัน   แม้เหตุการณ์นั้น  โอกาสนั้นจะมิได้อยู่ในแผนงานชีวิตในวันนั้นของเราก็ตาม

ถ้าเราเป็นตัวแทน หรือ เป็นทูตของพระเยซูคริสต์ในโลกนี้   เราจะต้องมีวิธีคิดและมุมมองชีวิตเช่นเดียวกับพระคริสต์   ที่เราจะต้องปฏิสัมพันธ์กับผู้คนและสถานการณ์รอบข้างตัวเราด้วยวิธีคิดและมุมมองของพระองค์  

โคโลสี 3:1-2 บอกกับเราว่า...เมื่อเราได้รับการกอบกู้และสร้างใหม่จากพระคริสต์แล้ว   เราจึงควรดำเนินชีวิตเยี่ยงพระองค์   ที่ไม่มัวมองแคบเฉพาะความสนใจต้องการของตนเอง   แต่เงยหน้าขึ้นมองไปข้างหน้าแล้วตื่นตัวเสมอว่า มีอะไรเกิดขึ้นบ้างในขณะที่พระคริสต์ทรงเคียงข้างไปกับชีวิตของเราในแต่ละวัน   แล้วให้เรามีมุมมองอย่างพระคริสต์  หรือให้เรามองสิ่งต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นรอบตัวเราด้วย “มุมมองของพระคริสต์”  

มีคำถามว่า   แล้วเราจะได้รับการหล่อหลอม บ่มเพาะ ความคิด  มุมมอง  ความเข้าใจ  การตัดสินใจ  การดำเนินชีวิต  และทำพันธกิจอย่างพระคริสต์ได้อย่างไร?    เราจะรักประชาชนเฉกเช่นที่พระเยซูคริสต์ทรงรักเมตตาได้อย่างไร?   และเมื่อมีงานความรับผิดชอบมากมายในชีวิตประจำวัน  แล้วยังให้ความสนใจใส่ใจกับผู้คนและสถานการณ์ที่เกิดขึ้น “ตามรายทางชีวิต” อย่างพระคริสต์ได้อย่างไร?

มุมมองคริสตชน?

เราจะมีความคิด มุมมอง และชีวิตที่นำผู้คนเข้ามาอยู่ในแผ่นดินของพระเจ้า อย่างที่พระเยซูคริสต์ทำได้อย่างไร?

รากฐานอันสำคัญแห่งแผ่นดินของพระเจ้าคือความสัมพันธ์!

แผ่นดินของพระเจ้าไม่ได้เป็นเรื่องของโปรแกรม  หลักสูตร  ระบบ  หรือทำงานเกิดผลแค่ไหนตามตัวชี้วัดที่กำหนด   แต่แผ่นดินของพระเจ้าเริ่มต้นที่ความสัมพันธ์   ซึ่งอาจจะเป็นความสัมพันธ์ที่สร้างความรู้สึกอึดอัดไม่สะดวกสบาย   เป็นความสัมพันธ์ที่ดูดใช้เวลาชีวิตของเรา   เป็นความสัมพันธ์ที่ทำให้เราต้องเข้าไปเกี่ยวข้องรับผิดชอบมากกว่าที่คิด

แผ่นดินของพระเจ้าเกิดจากการที่คริสตชนยอมเข้าไปเกี่ยวข้อง สัมพันธ์  ใส่ใจ  รับผิดชอบในเหตุการณ์และบุคคลที่เกิดขึ้น “บนเส้นทางชีวิตประจำวัน” ที่เราไม่คิดคาดฝัน หรือไม่อยู่ในแผนงานของเรา   เมื่อเราตัดสินใจเข้าเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์และบุคคลด้วยการสานต่อจากพระราชกิจแห่งการกอบกู้ไถ่ถอนของพระคริสต์   เราต้องใช้เวลาและพลังชีวิตของเราอย่างมากสำหรับการสานต่อพระราชกิจที่ไม่ได้อยู่ในแผนงานของเรา   ส่งผลกระทบต่อผลิตผลตามใจปรารถนาที่เคยวางไว้ก่อนหน้านี้   นอกจากนั้นแล้วยังต้องให้พลัง เวลา เงินทอง หรือสิ่งของในงานนั้นเพิ่มมากขึ้นอีกด้วย

ถ้าจะพูดแบบหยาบ ๆ กล่าวได้ว่า “ความสัมพันธ์ที่นำไปถึงแผ่นดินของพระเจ้าเป็นตัวอุปสรรคขัดขวางประสิทธิภาพในการทำงานประจำของเรา  เป็นตัวก่อกวนหรือทำลายงานประจำของเราหรือไม่?   เหมือนกับที่ไยรัสมองการทำพันธกิจของพระคริสต์ระหว่างทางนั้นเป็นอุปสรรคต่อการไปรักษาบุตรสาวของตน   เป็นต้นเหตุให้ลูกสาวของตนต้องเสียชีวิตหรือไม่?

มุมมองเช่นนี้มีไหมในมุมมองของผู้บริหารองค์กร หน่วยงาน และคริสตจักรในสภาคริสตจักร?

เมื่อคริสตชนมีมุมมองแบบพระคริสต์ที่ให้ความสนใจผู้คนและเหตุการณ์ “ข้างทางชีวิตประจำวัน”  “ข้างทางแผนงานที่องค์กรกำหนดไว้”  แน่นอน คริสตชนและองค์กรคริสเตียนต้องเริ่มต้นด้วยการสร้างสัมพันธภาพกับผู้คนรอบข้างเหล่านั้น   นั่นหมายความ เราต้องใช้เวลา  พลังชีวิต  ทรัพย์สินเงินทอง  ความมุ่งมั่นตั้งใจ จากที่เรามีอยู่สำหรับแผนงานที่กำหนดไว้แล้วแก่ “พันธกิจข้างทางชีวิตประจำวัน” ที่โผล่ขึ้นใหม่

แต่พระคริสต์ชี้ชัดแก่เราแต่ละคนว่า  สิ่งแรกในวันนี้ มิใช่มุ่งมั่นตั้งใจจะทำให้งานสำเร็จตามแผนที่วางไว้   สำหรับคริสตชนแล้วสิ่งแรกสำหรับแต่ละวันคือ  มุ่งมองและใช้ทุกอย่างที่พระเจ้าประทานแก่เรารวมถึงชีวิตของเราในการเสริมสร้างและนำผู้คนรอบข้างให้เข้าไปมีชีวิตในแผ่นดินของพระเจ้า คืออยู่ในการปกป้องคุ้มครองด้วยความรักเมตตาแห่งพระคุณของพระองค์

ที่สำคัญอย่างมากคือ  ในทุกขณะชีวิตที่กำลังดำเนินไป   เราจะต้องใส่ใจว่าพระคริสต์กำลังทำพระราชกิจอะไรอยู่  และพระองค์ชวนให้เราเข้าไปร่วมในพระราชกิจใดของพระองค์บ้าง   บ่อยครั้งเราต้องละเลยในพระราชกิจที่พระคริสต์ชวนให้เราเข้าไปร่วม   เพราะเราเป็นห่วงกังวลว่า   ถ้าไม่ได้ทำตามแผนที่กำหนดในวันนี้   แล้วพรุ่งนี้จะดำเนินงานที่ต้องรับผิดชอบต่อไปได้อย่างไร   แต่พระคริสต์ชี้ชัดว่า   งานสำหรับพรุ่งนี้ของเราก็อยู่ในแผนการของพระองค์ด้วย (มัทธิว 6:33-34)

แต่​พวก​ท่าน​จง​แสวง​หา​แผ่น​ดิน​ของ​พระ​เจ้า และ​ความ​ชอบ​ธรรม​ของ​พระ​องค์​ก่อน แล้ว​พระ​องค์​จะ​ทรง​เพิ่ม​เติม​สิ่ง​ทั้งปวง​นี้​ให้  เพราะ​ฉะนั้น อย่า​กระ​วน​กระ​วาย​ถึง​วัน​พรุ่งนี้ เพราะ​ว่า​พรุ่ง​นี้​ก็​มี​เรื่อง​กระ​วน​กระ​วาย​ของ​มัน​เอง แต่​ละ​วัน​ก็​มี​ทุกข์​พอ​อยู่​แล้ว...”

คริสตชนจะต้องดำเนินชีวิตประจำวันด้วยความไว้วางใจในน้ำพระทัยของพระเจ้า   พระองค์ทรงจัดเตรียมและประทานสิ่งจำเป็นประจำวันแก่ทุกคนที่เชื่อและวางใจในพระองค์   เราเชื่อและไว้วางใจในการทรงปกป้อง  ครอบครอง  และการอวยพระพรของพระองค์ในชีวิตประจำวันของเรามิใช่หรือ?  

สิ่งสำคัญประการแรกในวันนี้คือสัมพันธภาพของเรากับพระองค์  และต่อมาประการที่สองคือ สัมพันธภาพกับโอกาสที่พระองค์ให้แก่เราที่จะมีกับคนรอบข้างที่เข้ามา “ในเส้นทางชีวิตของเรา” ในวันนี้

แต่ก็ต้องตระหนักด้วยว่างานนี้ไม่ใช่เรื่องกล้วย ๆ

การที่คริสตชนตัดสินใจที่จะมีชีวิตในแผ่นดินของพระเจ้า  และมีชีวิตเพื่อแผ่นดินของพระเจ้า   สิ่งสำคัญคือเราต้องมีความคิดและมมุมมองมุ่งไปที่พระประสงค์ของพระคริสต์ในชีวิตของเรา   เราต้องมุ่งมองไปที่แบบอย่างชีวิตของพระองค์   เราต้องใส่ใจทุ่มเทชีวิตกับพระวจนะของพระเจ้า   มีชีวิตที่ติดสนิทกับพระองค์   และมีพระองค์เป็นเอกเป็นต้นในชีวิตประจำวันของเรา  และที่สำคัญเราต้องใส่ใจและไวต่อการทรงเปิดเผยของพระคริสต์ท่ามกลางสังคมชุมชนที่ผ่านเข้ามาในชีวิตประจำวันของเรา  

เตรียมตัวให้พร้อมเสมอที่จะเข้าร่วมใน “พระราชกิจพระคริสต์ข้างทางชีวิตประจำวัน” ของเรา   และเข้าร่วมในพระราชกิจนั้นอย่างทุ่มเทและใส่ใจ   ประสบการณ์ในการร่วมพระราชกิจเช่นนี้ในแต่ละวัน   เราจะเห็นพระคริสต์ชัดเจนขึ้นในเส้นทางชีวิตประจำวันของเรา   และ ความคิด มุมมองในชีวิตของเราจะได้รับการทรงปรับเปลี่ยนและเสริมเพิ่มให้เป็นเหมือนพระคริสต์มากยิ่งขึ้นทุกวัน   และการที่เรามีความคิด มุมมองชีวิตที่เป็นเหมือนพระคริสต์มากขึ้นเท่าใด   ย่อมส่งผลและมีอิทธิพลต่อการดำเนินชีวิตของเราให้มีชีวิตเป็นเหมือนพระคริสต์มากขึ้นเท่านั้น

ปีใหม่นี้ท่านจะรับเอาพระราชกิจของพระคริสต์ข้างถนนชีวิตประจำวันของเรา เป็นพระชกิจอันดับต้น ๆ ที่พระองค์เชิญชวนเราให้เข้าไปร่วมและสานต่อพระราชกิจนั้นในวันนี้  และในแต่ละวัน!   ได้ไหม?

ประสิทธิ์ แซ่ตั้ง
บ้านแม่แก้ดน้อย  สันทราย  เชียงใหม่
E-mail: prasit.barnabus@gmail.com
081-2894499

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น